วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 5/7




พระอาจารย์

5/7 (540708B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

8 กรกฎาคม 2554




โยม –   ดูความเกิดดับ...แสดงว่ามีผู้ดูแล้วเห็นความเกิดดับนั้น  อย่างที่ท่านอาจารย์บอกว่ารู้แล้วละ รู้นี่คือตัวสติใช่มั้ยเจ้าคะ ที่รู้เท่าทันเหตุการณ์หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏ

พระอาจารย์ –  อือ   

โยม –  แล้วละมันลงไป  คำว่าละนี่คือ ความตั้งมั่นที่จะกลับมารู้กายอย่างนั้นหรือเจ้าคะท่านอาจารย์

พระอาจารย์ –  คือไม่ไปปรุงต่อกับมัน ... ถ้าไปรู้เห็นอะไรแล้วไปปรุงต่อกับมันนี่ อย่างนั้นเขาเรียกว่าไม่ละ ...ก็ให้ละความปรุงแต่งต่อ  เมื่อรู้แล้วก็ละ ... ถ้ามันละคือหมายความว่ามันไม่มีการปรุงต่อ 

เมื่อมันละแล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ  มันก็อยู่ที่กายกับใจ มันก็กลับมาเหลืออยู่แค่นั้นแหละ ก็มีเหลือแค่รู้กับกาย  แล้วจากนั้นก็ดูกาย รู้กาย  เห็นกายเกิดดับ...เป็นอาจิณ เป็นกิจวัตร 

แล้วระหว่างที่ดูกายไป เห็นกายเกิดดับ  มันก็จะเห็นอาการภายในด้วย ...ก็ไม่ต้องไปสนใจ  เมื่อไม่สนใจมัน ก็มาดูกายเกิดดับต่อ ...ก็จะเห็นอาการที่มันผุดโผล่ขึ้นมาเกิดดับเหมือนกัน

แต่ถ้าไปแช่ไปจมอยู่กับมัน มันไม่ดับให้เห็นหรอก...ยาก 


โยม –  อย่างที่ทำอยู่ ถึงแม้ขณะนี้เจ้าค่ะ ก็บางทีเหมือน...แว๊บ มีความคิดเข้ามา เอ้า ทัน  รู้แล้วนะคิด แล้วก็กลับมากาย ...แต่มันก็หมุนไป คือมันอยู่กับกายไม่นานเจ้าค่ะ แว๊บๆ ไปอีก   

พระอาจารย์ –  ใช่ มันก็หลงคิดอีก


โยม –  ก็กลับมารู้อีก ก็พยายามคิดบอก...กาย มารู้กาย  อะไรอย่างนี้เจ้าค่ะ ... มันจะแว๊บออก มันไม่อยู่กับกายตลอด

พระอาจารย์ –  ใช่  จิตมันหาเรื่อง กิเลสมันหาเรื่อง ความไม่รู้มันหาเรื่อง ...หาเรื่องปรุง หาเรื่องคิด  

เพราะว่าการปรุงการคิดน่ะ มันเป็นประตูออก เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุดของการไปเกิด...เป็นภพ และเรามักจะไม่ทัน 

เพราะนั้นถ้าปิดประตูทัน...ไปไม่ได้แล้ว ไปเกิดในอดีต-อนาคตไม่ได้แล้ว  
เมื่อไปเกิดในอดีต-อนาคตไม่ได้ แล้วมันเกิดที่ไหน ...มันก็เกิดในปัจจุบัน 
แล้วอะไรเกิดอยู่ในปัจจุบัน ...กาย 
แล้วกายที่เกิดอยู่ในปัจจุบันเป็นไง...ดับ-เกิด...ดับ-เกิด 
ก็เห็นปัจจุบัน...เกิด-ดับ

เพราะนั้นตัวอดีต-อนาคตนั่นน่ะ...คือนาม  อดีต-อนาคตจะผุดโผล่ได้ โดยอาศัยขันธ์ที่เป็นนาม...สัญญา...สังขาร สองตัวนี่  เป็นเครื่องมือไปในอดีตและอนาคต 

แล้วมันจะเป็นช่อง...ซ้ำซากจำเจ ที่กิเลสมันเคยชินออกทางนั้น  แล้วพวกเราไม่ค่อยทัน ...เสียดายด้วย ไม่กล้าละ ในบางครั้ง บางเรื่อง บางสภาวะความเห็นความคิด

ถ้าตั้งอกตั้งใจรู้กายแล้วนี่ มันก็เหมือนกับตั้งอกตั้งใจละความคิดน่ะ  แต่ถ้าไม่ตั้งอกตั้งใจรู้กายแล้วมันก็ไม่ตั้งใจละความคิดความปรุงเหมือนกัน ...มันยังปล่อยช่องว่าง เหมือนกับคอยแง้มๆ ประตูให้มัน 

แต่ว่าถ้าเท่าทันกายหรือว่าอยู่ที่กาย แล้วก็เห็นกายเกิดดับในปัจจุบัน มันจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับในปัจจุบันพร้อมกัน  เพราะมันยังไม่ทันเกิด...เป็นสองสามสี่...ดับเลย ก็จะเห็นสภาวะจิตนั้นเกิดดับ ...แค่เกิดดับ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าจำหรือคิด

ภาวะนี้เป็นภาวะที่เรียกว่าเก็บรายละเอียด หรือว่าเป็นปัญญาขั้นละเอียด ...แต่ถ้าปัญญาขั้นหยาบนี่ มันไม่ดับ อาการนามขันธ์ไม่ดับ  

มันก็ยังมีความคิดล่องลอยอยู่ เพราะมันยังต้องใช้  ความจำก็ยังล่องลอย ยังต้องอาศัยเกาะเกี่ยวอยู่กับมัน เป็นเครื่องมือ  ไม่งั้นมันทำงานไม่ได้ เข้าใจมั้ย มันก็มี ...แต่เราต้องอยู่ในภาวะที่ประคับประคอง เป็นกลาง คืออย่างน้อยให้รู้กายไว้เป็นหลัก ไม่ให้มันทะลุ่มเมาจนเข้าไปแช่ ตายอยู่กับมัน

เพราะนั้นมันจะมาเหมือนเป็นสภาวะที่เราพูดเมื่อกี้ไม่ได้  ถ้าเหมือนสภาวะที่เราพูดเมื่อกี้ นั่นคือปัญญาขั้นละเอียด รู้ตรงไหนดับตรงนั้นๆๆ ...ภาวะนั้นต้องเป็นกายวิเวกจริงๆ จิตวิเวก หรือว่าเราอยู่คนเดียวกับมัน 

แต่ว่าเวลาเรากลับมาอยู่คนเดียว กลับมาอยู่บ้านนี่ มันมีภาวะที่ตกค้าง ... มันไม่สามารถจะมาเจริญปัญญาอย่างนั้นได้ ...มันก็ต้องค่อยตะล่อมๆ ไป อยู่ที่กายที่ใจไว้ เหลือแค่นี้  แล้วมันก็จะเป็นแค่หมอกจางๆ ความคิดความปรุงที่มันค้างอยู่ อารมณ์ ความปรุง ความมัว เวทนาทั้งหลายทั้งปวง มันก็ร่นไป

มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่มีวิธีอื่นหรอก ...จนกว่ามันจะสมบูรณ์ หรือว่าปัญญามันถึงขั้น


โยม –  แต่ตอนทำงาน เวลามันคิด  มันรู้ว่า เออ คิด มันต้องคิดน่ะ มันก็ต้องคิดต่อนะ  มันรู้แล้วนะ มันก็ต้องคิด ก็ต้องปล่อยคิดต่อ 

พระอาจารย์ –  ใช่  ก็ต้องปล่อย ก็ต้องอาศัยความคิดเป็นเครื่องดำเนินชีพ ...แต่เวลากลับมาอยู่คนเดียว พยายามเน้นกายใจที่เดียว รู้กายรู้ใจอย่างเดียว ...อย่าไปแช่ อย่าไปจม อยู่กับอาการที่มันตกค้างอยู่ 

จนปัญญามันสะสมเต็มที่ปุ๊บนี่ มันจะพอดีกับงานตรงนั้น  คือคิด...คิดไป พอกลับมาถึงบ้านปุ๊บ...ขาด ขาดเลย...ไม่มี  รู้ตรงไหนดับตรงนั้นเลย  

มันเหมือนไม่แยแสเลย  ใจดวงนั้นจะไม่แยแสเลยในอดีตที่ล่วงแล้ว ...แต่นี่เป็นกำลังของปัญญานะ เพราะนั้นดับ...ดับจริงเลย พั่บเลย  เหลือแค่กายใจล้วนๆ พุ่บพั่บๆๆ อย่างเดียวเลย

แต่ตอนนี้มันไม่พุ่บมันไม่พั่บน่ะ มันแช่อย่างเดียวเลย ... มันเลยแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่กับเรา มันตามหลอกหลอนเรา ...เพราะว่ากำลังของปัญญาเรายังไม่ถึงขั้นที่ขาดจากภาวะปัจจุบัน มันยังตกค้างเป็นสัญญาอารมณ์

เพราะนั้นเรื่องสัญญาอารมณ์เป็นของละเอียด ไม่ใช่ของง่ายหรอก ... มันต้องเรียนรู้อีกแยะ  

มันก็ต้องยึดมั่นในหลัก ...เพราะระหว่างที่มันแลบลิ้นปลิ้นตากับเรานี่ เรามักจะทนไม่ได้ แล้วหาทางเอาชนะมัน หาวิธี  แล้วก็เกิดความลังเลสงสัยว่าเราทำถูกมั้ย เราทำผิดมั้ย 

เพราะไม่ยอมรับธรรมชาตินี้ จะเอาธรรมชาติเดียวที่เคยจดจำได้ว่า...มันเคยเหลือแต่กายกับใจล้วนแล้วก็ไม่มีอะไร...เนี่ย มันจะเอา มันยังจะเอาภาวะนี้  มันก็เลยเกิดความลังเลสงสัย หาวิธี

ช่างหัวมัน ... มันจะแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ต่อหน้าต่อตาเราก็ตาม  ก็รู้ไป กายนี่ รู้ความแข็งความอ่อน ดูไป  รู้ไปทั้งขุ่นๆ หมองๆ น่ะ ... ดู ต้องดู อย่าไปสนใจกับหมองกับขุ่นกับคิด ที่มันว่อนร่อนๆๆ อยู่รอบกายใจเราน่ะ  ต้องอดทน...แล้วอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่แก้ไม่หนี ... ไม่ดับก็ไม่ดับ  

เพื่อสะสมกำลังสติสมาธิปัญญาขึ้นไป ...และเมื่อถึงคราวถึงวาระมันก็เอามาใช้งานได้ ก็จะเป็น...คิดก็คิดไปงั้นน่ะ สักแต่ว่าคิด กลับมาก็จบเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  หรือไม่ก็แค่หันหน้าหนีนี่ พั่บ ดับหมด  ฟังๆๆ อยู่ ปุ๊บ ลุกขึ้นเดิน...หายเลยความคิดความปรุงตรงนั้น งานตรงนั้น ...มันก็ดับไปพร้อมกัน 

นี่ด้วยกำลังของปัญญา มันถึงอยู่อย่างนั้นได้นะ ...ชีวิตมีแค่ขณะเดียว กลับมาเหลือชีวิตแค่ขณะเดียว  ...ไม่เยิ่นเย้อ ยืดยาวมาเป็นวันเป็นเดือน

นี่พวกเรายังเยิ่นเย้อมาเป็นวันเป็นเดือนนะ  ยังมีชีวิตของข้างหน้า ...ถึงแม้จะไม่เป็นปี หลายปี  แต่มันก็ยังถือว่าเป็นวันเป็นคืนอยู่ เข้าใจมั้ย ...ก็ยังดี บางคนเขาเกินเดือนน่ะ เป็นหลายปี จนเป็นชาติ ยังหาที่จบที่สิ้นไม่ได้เลย  ...ไอ้เราแค่ค้างคาแค่เป็นวันๆ หรือแค่เป็นเดือน มันก็สั้นลงแล้ว ไม่ไกลแล้ว 

ต่อไปมันก็จะหดเหลือแค่ชั่วโมง นาที หรือแค่ขณะหนึ่ง ...ต่อไปน่ะเหลือแค่ขณะจิตเดียว รู้ลงไป พั่บๆๆๆ...ดับ  มันไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับรู้ได้เลย ไม่ว่าอะไร ไม่ว่าภพไหน  

ศีลสมาธิปัญญาพอระลึกขึ้นมา รู้ขึ้นมา หรือเห็นปั๊บนี่  เขาเรียกว่ามันแผดเผาเลย ด้วยอำนาจของความสว่างแห่งปัญญา ... พอเห็นปุ๊บนี่มัน พั่บเลย  สลาย ดับสิ้น  เพราะว่ามันไม่มีอะไรอยู่แล้ว 

ถึงได้ว่า นัตถิ ปัญญา สมา อาภา ไม่มีแสงสว่างใดเสมอเท่าปัญญา  คือถ้าสว่างมา มืดไม่มี  ถ้าสว่างจริงนะ  มืดกับสว่างอยู่กันไม่ได้ใช่มั้ย ถ้าสว่างปุ๊บนี่ ยังไงก็ไม่มืด  

ปัญญาถ้ารู้จริง หรือสว่างจริง หรือมันแจ้งขึ้นมานี่  พอมันรู้...แค่รู้นี่...รู้นี่คือความสว่าง  สว่างแล้วมืดจะไม่มี มืดคือความไม่รู้นี่ไม่มี ความหมายมั่นในอดีตอนาคตนี่หายหมด...หมดสิ้นเลย

แต่ตอนนี้รู้เรายังไม่แจ้ง ยังไม่มีกำลังพอ ... กำลังนี่คือไม่ใช่กำลังของนั่งนานๆ แล้วเกิดความสงบนานๆ เป็นกำลัง...ไม่ใช่  กำลังของปัญญาคือความยอมรับว่าไม่เป็นตัวเป็นตนนี่มันยังไม่พอ ความรู้แจ้งตรงนี้ยังไม่พอ 

เพราะนั้นมันยังคลุมเครือ มันยังเข้าไปแอบอิง  มันยังเข้าไปสำคัญเป็นตัวเป็นตน จับต้องได้ในความเห็นในใจ...จิต ความรู้สึกมันก็เข้าไปแอบอิงกับอารมณ์นั้น กับสิ่งที่มันดับไปแล้วนั้น 

โดยสำคัญว่ามันยังมีอยู่ มันยังเป็นอยู่ แล้วมันยังเป็นข้างหน้าด้วย แล้วมันจะเป็นข้างหน้าอีกหลายวันด้วย และถ้าเราไม่ทำอะไร มันก็จะเป็นมากขึ้นกว่านี้ด้วย ...เนี่ย ด้วยความเป็นตัวเป็นตนอย่างนี้ มันก็เลยเกิดความเข้าไปจับ เข้าไปอิง เข้าไปเกาะ เข้าไปเกี่ยว ด้วยความเป็นตัวตน 

นี่คือตัวตนนะ นี่คือตัวตนของความคิด นี่คือตัวตนของสัญญา นี่คือตัวตนของเวทนา  จิตที่มันไม่รู้มันก็เข้าไปอยู่ในตัวตนนั้น เราก็เกิดในตัวตนของความคิด เราก็เกิดเป็นตัวเป็นตนกับความจำ มันก็เข้าไปเสวยเป็นเวทนา สุข ทุกข์ ขึ้นมา

เพราะนั้นว่า เมื่อออกจากภาระตรงนั้นหรือว่าออกจากการงานกลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่คนเดียว  พยายามอย่าไปคิดต่อ  ถึงแม้มันจะยังวนอยู่ในความคิดก็ตาม แต่อย่าไปมีเจตนาในนั้น 

อดทน ...แล้วก็กลับมาทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้กับมัน  ทำอะไรก็ทำไป เดินก็ได้ ขยับตัวก็ได้ ดูอะไรก็ได้ หรือว่านั่งเฉยๆ ก็ได้  ถ้านั่งเฉยๆ บางทีเอามันไม่อยู่ ก็เดิน เคลื่อนไหว ทำนั่นทำนี่ไป  

ดูอาการเกิดดับทางกายเป็นหลัก ปักหลักให้มั่นให้แม่น...อยู่ที่กายปัจจุบัน  เอาแต่ปัจจุบันล้วนๆ  อะไรที่ไม่เป็นปัจจุบันไม่เอา

เพราะนั้นปัจจุบันที่ชัดเจนที่สุดคือกาย ...จะดูที่ขา จะดูที่แขน จะดูที่ก้น จะดูความรู้สึกไหนที่มันเด่นชัด  เป็นความรู้สึกตรงไหนก็ได้ เป็นจุดหนึ่งจุดใดก็ได้ ไล่ดูลงไป  เพื่อให้ผูกไว้อยู่กับกายใจปัจจุบัน อย่างเนี้ย 

ถึงมันจะไม่หาย  ถึงมันจะดูทั้งวัน ดูจนถึงเวลานอนแล้วมันยังอยู่ในอารมณ์ตกค้าง ก็หลับไป ช่างหัวมัน  ไม่เอามรรคเอาผลอะไร มันได้แค่ไหนก็แค่นั้น ...นี่ความเพียรอยู่ตรงนี้ 

อย่าไปอ่อนข้อด้วยการที่ว่า...ไปคิดต่อว่าจะทำยังไงดี จะหาวิธีการอย่างไรดี  แล้วก็ไปจดจ่ออยู่ในเหตุนั้น ด้วยความที่ว่าจะละเหตุนี้อย่างไร จะทำอย่างไรกับเหตุนี้ดี

ก็บอกว่าไม่ต้องไปทำอะไร ...ไม่งั้นเราก็โง่ซ้ำซากกับมันอีก  เพราะเราจะเอาตัวตนเข้าไปเสวยในการที่ดับไป เพื่อจะมีตัวเราเข้าไปรับรู้ในความดับไป ...ก็ทั้งขึ้นทั้งล่องน่ะ 

ถ้าจะละ...ต้องละตั้งแต่อยู่ตรงปัจจุบันนั้น ไม่ยุ่งเลย  มันอยากอยู่ก็อยู่ไป ให้มันลอยเป็นสารตกค้างไป เป็นท็อกซิกของจิต เดี๋ยวมันก็ล้างพิษหมดพิษของมันไปเอง

แต่คราวนี้มันจะมีความคิดซ้ำซากว่า 'พรุ่งนี้ก็เจออีกแล้ว แล้วต้องอยู่กับมันตั้งเป็นเดือนแน่ะ ต้องอยู่กับมันตลอดไปเลยมั้งเนี่ย' อย่างเนี้ย  ...พออย่างนี้นี่ เราจะทนไม่ได้ ที่จะอดมาหนีมาแก้กับมัน 

อย่าไปโทษใคร ...อยากเกิดมาทำไมล่ะ  กรรมน่ะ ช่วยไม่ได้นะ ... มันเป็นเรื่องของวิบากขันธ์วิบากกรรมน่ะ มันหนีไม่พ้นหรอก  ...ก็ต้องชดใช้ไปด้วยความอดทน แล้วก็ตั้งมั่นอยู่กับศีลสมาธิปัญญา เป็นที่พึ่ง 

ต้องเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่งเท่านั้น  ไม่เอาความสุขนิยมเป็นที่พึ่ง ไม่เอาความไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ... เอาศีลสมาธิปัญญา ปกติ ตั้งมั่น เป็นกลาง กับกาย  นี่คือศีลสมาธิปัญญารวมลงที่กาย...เป็นที่พึ่ง เป็นทุ่นเกาะไว้ไม่ให้จม ...ไม่งั้นจะจมไปกับความไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วก็ไหลล่องไปกับกระแส 

เนี่ย ถ้าปล่อยขอน ปล่อยเกาะ ปล่อยมือ ปล่อยเรือ มันก็ล่องลอยไปตามกระแสน้ำที่พัดพา แล้วแต่น้ำจะขึ้นน้ำจะลง น้ำจะมากหรือน้ำจะน้อย  น้ำมากก็แรง...ก็พาไปกระทบแก่งหินโขดหินก้อนหินกิ่งไม้อะไรก็ตาม  น้ำอ่อนก็ไหลไปเรื่อยๆ ใจลอยเลื่อนลอยออกไปในความเผลอเพลิน  น้ำแห้งก็ไม่รู้จะไปทางไหน งง สับสน หาไม่เจอ

เพราะนั้นต้องอาศัยศีลสมาธิปัญญาเป็นเกาะ เป็นแพขนาน เป็นที่ยั้งของใจกับกาย  คือเอาศีลสมาธิปัญญารวมลงที่กาย แล้วก็ใจรู้อยู่ตรงนั้น เป็นหลัก เป็นชูชีพ เป็นเครื่องประคับประคองใจไว้ให้รู้อยู่ ไม่ให้มันจม 

ถ้าไม่มีศีลสมาธิปัญญาอยู่ที่กายหรือว่าอยู่ที่ฐานใดฐานหนึ่ง มันจะจม  ใจนี่มันจะจม คือหายไป หายเข้ากลีบเมฆไป จมลงกระแสน้ำไป  

คือที่จริงมันไม่หายไปไหนหรอกใจน่ะ มันฆ่าไม่ตายขายไม่ขาดหรอก ...แต่มันหายเพราะถูกปกคลุม มืดมิดไป  เพราะความมืดมาปกคลุม  ความหลง ตัณหาอุปาทาน พวกนี้มันมาก่อเป็นเมฆหมอกมรสุมมาครอบคลุมมัน  ก็ต้องอาศัยศีลสมาธิปัญญาเป็นทุ่นที่มันจะเผยอขึ้นมาลืมตาอ้าปาก ไม่ให้มันจมดำดิ่งลงไป...กับอะไรก็ตาม

รู้ตัว...แก้ได้หมด  อยู่กับความรู้ตัว  เพราะความรู้ตัวไม่ใช่จะไปรู้ขึ้นมาได้เอง มันต้องรู้ตัวขึ้นมาด้วยศีลสมาธิปัญญา มันถึงรู้ตัวนะ ...เมื่อใดที่เรารู้ตัว หมายความว่าขณะนั้นน่ะมีศีลสมาธิปัญญาแล้ว ให้รู้ไว้เลยว่า...ตรงนั้นน่ะคือมรรคทั้งแปด อยู่ที่รู้ตัวนั่นแหละ ไม่ต้องคิดมาก ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว 

ศีลสมาธิปัญญารวมลงจึงเกิดความรู้ตัวขึ้นมา  คำว่ารู้ตัวคืออะไร  ตัว...แล้วก็รู้ เข้าใจมั้ย  มีตัวแล้วก็รู้ตัว เห็นมั้ย  ตัวคืออะไร...ตัวก็คือกาย ก้อนเนื้อ ก้อนธาตุ ก้อนกระดูก เศษเนื้อที่ห่มห่อหุ้มมัน หนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่ห่อหุ้มกระดูก นี่คือตัว ...ก็รู้ตัว เห็นมั้ย มีอยู่แค่สองสิ่งคือ...รู้กับตัว

เพราะนั้นอยู่ดีๆ มันจะรู้ตัวเอง ไม่มีหรอก  มันต้องรู้ด้วยศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขา ...ไตรสิกขาก็คือย่นย่อจากมรรคแปด ...มันก็เป็นกลางแค่รู้ตัวนั่นแหละ 

เพราะอะไร  เป็นกลางยังไง ...คือไม่เอา ไม่ไปไม่มากับอะไรที่มันอยู่นอกจากการรู้ตัว  เพราะมันจะมาพัดมาโบกมาดึงมาลากให้ขาดจากความรู้ตัว ก็ไม่ไปไม่มากับมัน  นั่นแหละ เป็นกลาง...เป็นกลางด้วยความรู้ตัว...คือมัชฌิมา


โยม –  เวลาหนูน้อมกลับ เหมือนน้อมกลับมานิด ฉุบมานิดนึง ไม่ใช่ไปคิดใช่มั้ยเจ้าคะ  

พระอาจารย์ –  อือ

โยม –  คือมันหันกลับมามอง เอ๊อ แล้วมันก็จบไป เราไม่ได้ไปอธิบายสาธยายกับเขา    

พระอาจารย์ –  ไม่ต้อง 

โยม –  ก็จบก็ดับ ก็กลับมารู้ตัวใหม่

พระอาจารย์ –   อือ ให้มันพลิกกลับอย่างนั้นน่ะ หันหลังกลับเข้าสู่ฐานใจปัจจุบัน...ทุกอย่างดับหมด  

ให้สังเกตดู เวลารู้ตัวจริงๆ น่ะ มันไม่มีอดีตอนาคตตรงนั้นเลย  ดูเหมือนขณะที่รู้ตัวน่ะ มันขาดออกจากโลกโดยสิ้นเชิงเลย  ขณะที่รู้ตัวขณะนั้น มันขาดออกจากโลก ในปัจจุบันนั้นเลย ...การรู้ตัวนี่มันจะละขาดเป็นขณะๆ ไป


โยม –  พระอาจารย์คะ แม้แต่ขณะที่มันคิดฟังธรรมเอง ฟังธรรมจากท่านอาจารย์ขณะนี้ หรือฟังธรรมจากซีดีก็ตามนี่ คือมันจะมีอาการว่ากลับมารู้ตัว มีบางทีมันคิดตาม พอรู้ว่าคิดตามก็กลับมารู้ตัว 

พระอาจารย์ –  อือ มันอย่างนั้นแหละ ... นั่นแหละ ไม่ต้องจำ  เอาธรรมะที่ฟังเป็นเครื่องกระทบเท่านั้นเอง ไม่ต้องคิดตามหรอก  ถึงเวลามันจะคิดตาม ถึงเวลามันบทที่มันเจอจุดที่มันข้องมันคา มันจะรู้ความหมายเอง ...ให้มันรู้เอง ให้จิตให้ใจดวงนั้นมันออกมารับรู้เอง 

หน้าที่ของเราคือทำความรู้สึกตัว ระหว่างฟังไป  ...รู้อยู่ที่กาย ไม่ใช่ไปรู้ที่เสียง หรือความหมายในเสียงโดยตรง  ให้รู้ว่ากำลังนั่งฟังน่ะ มันมีตัวนั่งฟังอยู่มั้ย  นั่นแหละ ฟังเป็น...ต้องมีตัวนั่งฟังอยู่ 

หรือว่าถ้ามันละเอียด ก็อยู่ที่รู้เลย  ถ้ามันสงบ ก็ให้รู้อยู่ที่รู้ ตรงที่รับรู้อยู่ภายใน  แล้วเสียงมันก็จะลอยมาจมลงที่รู้ ดับลงที่รู้ พั่บๆ  พอลอยมากระทบแล้วก็ดับลงที่รู้...แล้วก็อยู่ที่รู้  

ไม่ใช่มาอยู่ที่หู...อยู่ที่รู้  ตามอายตนะเสียงน่ะ ผัสสะทางเสียงก็เข้ามา ลอยเข้ามา ปุ๊บ แล้วก็ดับลงที่รู้  ดับเป็นคำๆๆๆ เป็นประโยค เป็นข้อความ ...ถ้าดูอย่างนั้น รู้อยู่อย่างนั้นน่ะ  ฟังแล้ว ฟังจบแล้ว มันเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย  มันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เพราะนั้นถ้าอยากฟังเอาสุตตะ เอาจินตา ฟังอีกแบบนึง  ฟังผ่านๆ เข้าใจมั้ย ฟังโดยไม่ต้องกำหนด ...แต่ถ้าฟังด้วยการกำหนดรู้นี่ มันจะไม่รู้เรื่อง  ...แต่ถ้าอยากรู้ถ้อยคำข้อความ ฟังแบบไม่กำหนด ฟังเรื่อยๆ สบายๆ มันจะจำถ้อยความ คิดตามได้ ก็ไม่ผิด

เพราะนั้นปัญญามันมีสามขั้น สุตตะ จินตา และภาวนามยปัญญา เข้าใจมั้ย  เพราะนั้นระหว่างฟังนี่ มันจะได้ทั้งสามปัญญา ทั้งสามตัว ... มันไม่มีอะไรผิดถูกหรอก มันแล้วแต่ ...เพราะบางทีเราก็ต้องการข้อความ ต้องการความเข้าใจโดยภาษา ...ก็เรียกว่าระหว่างนี้ทำปัญญาขั้นสุตตะกับจินตามยปัญญา 

แต่เมื่อเข้าใจแล้ว บางถ้อยความไม่มีสาระ หรือไม่ตรง หรือว่าไม่จำเป็นจะต้องรู้  มันก็จะรวมรู้ลงที่ใจ กับรู้ตัว ...ตรงนั้นน่ะ มันจะผ่านข้อความหมดเลย โดยไม่สนใจในเสียง ในข้อความ ความหมาย ...ในระหว่างตรงที่รู้อย่างนี้เรียกว่าภาวนามยปัญญาเกิด กำลังเจริญภาวนามยปัญญาอยู่ ด้วยการรู้จริงเห็นจริงกับปัจจุบันของกายใจ

แล้วบางทีเดี๋ยวมันก็ถอนขึ้นมา พออยากรู้อยากเห็นมันก็ออกมาทำความรู้แจ้งในสุตตะกับจินตา มาประกอบกันอย่างนี้ ...เพราะนั้นปัญญามันจะประกอบกันสามตัวนี่ 

แต่ต้องเข้าใจไง ...ต้องเข้าใจ แยกแยะให้เป็น  ไม่งั้นมันจะลังเลสงสัย ว่าจะฟังยังไงดี  แล้วก็ไม่รู้จะวางจิตวางใจยังไง  เลยลังเลๆ ละล้าละลัง

แต่ว่าสุดท้ายมันก็ต้องเข้าใจด้วยตัวเองว่า สุตตะกับจินตานี่มันแค่ประคับประคอง  ตัวที่จะได้ผล...รู้แจ้งเห็นจริง มันจะต้องเป็นภาวนามยปัญญาลูกเดียว ล้วนๆ 

แล้วจากนั้นไป ใช้แต่ภาวนามยปัญญาเป็นหลัก ในทุกกาลเวลาสถานที่...ต้องได้  อย่างน้อยน่ะมันจึงจะเข้าใจความหมายว่า ยืนก็ภาวนา นั่งก็ภาวนา เดินก็ภาวนา กินก็ภาวนา นิ่งก็ภาวนา คุยก็ภาวนา คิดก็ภาวนา ... คือมันจะมีภาวนาอยู่ตลอดเวลา ถึงเรียกว่าภาวนาเข้าสายเลือดเลย  เรียกว่าเป็นอกาลิโก

ไม่ใช่แค่จำแค่คิด  มันจะเป็นภาวนาทุกขณะจิตไม่ได้ด้วยการจำการคิด ... ก็ต้องอาศัยรู้กายรู้ใจนี่เป็นภาวนา จึงเรียกว่าเป็นภาวนามยปัญญา  ญาณทัสสนะมันจะเกิดจากภาวนามยปัญญา 

มันไม่ใช่แค่รู้จำกับรู้คิด หรือว่ารู้ยอมรับด้วยความจำกับความคิด นั่นมันแค่ชั่วคราว ประคับประคองเท่านั้นเองให้เกิดความเชื่อมั่นภายนอก ...แต่จะให้เชื่อมั่นลงเป็นที่ใจนี่ ด้วยปัจจัตตังนี่ ต้องลงด้วยภาวนามยปัญญา คือรวมลงที่กายใจ

ไม่ต้องกลัว...รู้กายที่เดียว...แจ้ง  สติตัวเดียว รู้ลงที่กาย...แจ้งหมด  สติปัฏฐานมันเป็นอุบาย  เมื่อเข้าใจ เมื่อถึงสติที่เป็นตัวแท้ตัวจริงตัวสัมมาแล้วนี่ กายนี่มันจะกระจายไปถึงทั้งหมดเลย รวมกันหมดเลย  มันจะไม่แบ่งไม่แยกเป็นรูปเป็นนามหรอก 

มันก็แค่รู้ที่เดียวนี่แหละ กับกายนี่แหละ...แจ้งหมด  เราบอกแล้วไง แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านสำเร็จแล้วท่านยังบอก ท่านก็มีลมหายใจเป็นวิหารธรรม เวลาท่านเจ็บเวลาท่านป่วย ท่านยังมากำหนดดูลมเลย อาศัยลมเป็นเครื่องระลึกรู้


(ต่อแทร็ก 5/8)



วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 5/6






พระอาจารย์

5/6 (540708A)

8 กรกฎาคม 2554




โยม –  จะถามอย่างไรดี ... มันเป็นภาวะที่ข้องอยู่กับสิ่งที่มันใช้ชีวิตอยู่น่ะเจ้าค่ะท่านอาจารย์  มันกำลังรู้สึกว่าถูกบีบคั้น กับความคาดหวังของสังคมเจ้าค่ะ  คาดหวังให้ทำอย่างนั้น เดี๋ยวจะต้องเป็นอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ถูกคาดหวังอย่างโน้นอย่างนี้  ก็เลยรู้สึก...เอ๊ มันเป็นที่ใจเราปรับสมดุลไม่ได้ใช่มั้ย มันเลยรู้สึกว่ามันถูกบีบคั้นเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เอาหูไปนา เอาตาไปไร่  ไม่ต้องใส่ใจ  อย่าไปคิดตาม ใครจะว่ายังไงก็ช่าง  มันจะมีแรงกดดันยังไงก็แค่รู้ไป ภาวะภายนอก ...เราก็ทำได้เท่าที่ทำ 

มันขึ้นกับตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นกับคนอื่น ... กิเลสของมนุษย์ เราก็อย่าไปเล่นตามเขาแค่นั้นน่ะ  มนุษย์โลกมันก็มีแต่กิเลสความคาดหวัง ความอยาก  มันก็กดดันบีบคั้นไป ...เราก็แค่รู้ แล้วก็วาง ทำได้เท่าที่ทำไป ไม่ได้หวังมรรคหวังผลอะไรในโลกนี้ 

แต่คนทั่วไปน่ะ มันเอามรรคเอาผลในโลก คือจะเอาผลงานในโลก ... อีกอย่างใครเขาก็พยายามจะให้เราไปได้ผลงานในโลกอย่างนั้น เราก็ไม่เอา เอามรรคผลนิพพานภายในกายภายในใจมากกว่า 

มันก็ต้องยอมรับความเป็นปกติของโลกเขาเป็นอย่างนี้  เมื่อใดที่อยู่ในโลกมันก็ต้องมีกระแสพวกนี้ ถือว่ามันเป็นกระแสอย่างหนึ่ง ก็เป็นผัสสะอย่างหนึ่ง  จริงๆ ก็คือผัสสะน่ะแหละ  คราวนี้ว่าเราก็เกิดภาวะที่สติปัญญาไม่เท่าทัน ก็เกิดอารมณ์ยินดียินร้าย  แล้วก็จะไปแก้ไปไข หาถูกหาผิดกับมัน

ไม่มีใครผิดหรอก มันเป็นเรื่องของโลก ...โลกนี้ไม่เคยผิดหรอก โลกเขาก็เป็นธรรมชาติของโลกอย่างนี้ เป็นธรรมชาติของไตรลักษณ์ หาความแน่นอนไม่ได้  มันปรุงแต่งด้วยกิเลสราคะตัณหาอยู่เต็มโลกเต็มบ้านเต็มเมือง กระแสมันก็เร่าร้อนอย่างนี้ 

ธรรมดา ...มองให้เป็นเรื่องธรรมดา วางใจให้เป็นกลาง อยู่ในกระแสโลกมันก็เป็นอย่างนี้...ธรรมดา  ถ้าวางใจเป็นกลางก็สามารถที่จะเป็นผู้รับรู้  ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ไม่ตามใจกิเลสมนุษย์ เดี๋ยวมันก็เบื่อไปเอง ใครจะเบื่อก่อนกันเท่านั้น ...เดี๋ยวมันก็เบื่อ

ก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ ...แล้วก็มาเน้นในเรื่องภายในของเรา เน้นสติ เน้นการรู้กายรู้ใจ  ไม่ต้องไปเอามรรคเอาผลภายนอก ...เมื่อใดที่เราคิดหรือว่าปรุงออกไปตามกระแสพวกนี้ ไหลไปตามกระแส แล้วปรุงตามกระแสพวกนี้  มันจะเกิดอารมณ์ มันจะเกิดความขุ่นมัว

กลับมาทำความรู้ชัดเห็นชัดภายใน รู้กายเห็นกาย  รู้ชัดเห็นชัดภายใน...ในปัจจุบัน  จิตมันจะผ่องใสขึ้นมาเอง มันเหมือนเป็นภูมิต้านทานโรคน่ะ ...ถ้าภูมิต้านทานโรคหรือว่าเกราะของศีลสมาธิปัญญาไม่พอ มันก็แตก แตกตัว มันก็แตกตัวออกไปเป็นความปรุง 

กระแสพวกนี้มันจะเร้ามาตลอดเวลา มาเป็นพักๆ เป็นระยะ เป็นช่วงไป ...ถ้าเราไม่ตั้งมั่นจริงนี่ เราก็ไหล...ออกไปปรุง ออกไปขุ่นมัว เศร้าหมอง  เกิดความเศร้าหมอง แล้วก็สงสัยลังเลต่างๆ นานา ...ต้องหักอกหักใจ กลับมารู้กายเห็นกาย รู้จิตเห็นจิตของเรา

ลักษณะอย่างนี้ไปรู้จิตดูจิตไม่ได้ มันจะยิ่งปรุงยิ่งหา...แล้วเราไม่ทันมันหรอก ... หยุดคิดหยุดปรุงซะ หยุดหาเหตุหาผล หยุดหาวิธีการ ...กลับมาสงบนิ่ง รู้เห็นแค่กาย สร้างเกราะ สร้างฐานของกายของใจ รักษากายรักษาใจไว้ 

ไม่เอาอะไรในโลก ...ไม่เอาถูกไม่เอาผิด ไม่เอาความควร-ความไม่ควรอะไร  ปล่อยให้มันเป็นไปตามอำนาจของโลก เขาเป็นยังไงก็เป็นของเขาไป  กิเลสมนุษย์แก้ไม่ได้ มันก็ต้นพิษต้นไฟเร่าร้อนล้อมรอบตัวเราอยู่เสมอ 

เข้าไปในที่สำนักงาน เข้าไปในเมือง เข้าไปในที่ไหนน่ะ  เหมือนกับเข้าไปในเตาหลอมอ่ะ มันเร่าร้อนไปหมดน่ะ มันเร่าร้อนด้วยกิเลส  เพราะว่าทุกอย่างที่อยู่ในนั้นมันมีแต่ความปรุงแต่งของกิเลส ...เป็นธรรมดา มันก็ถือว่าเป็นเครื่องฝึกฝนกายใจของเราเองน่ะ 

พอเราออกมาอยู่กับธรรมชาติ  ความเร่าร้อนก็จะลดลง ลองสังเกต  มันก็เกิดความเย็น สบายหูสบายตา เย็นหูเย็นตา มีแต่ความสงบเย็นเป็นธรรมชาติของมันในตัว

แต่ว่าชีวิตน่ะ มันเลือกไม่ได้  วิถีกรรม...มันเลือกไม่ได้  มันยังไม่ถึงวาระที่จะมาอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความสงบภายนอก  มันก็ต้องอาศัยสิ่งที่สัมผัสพบเจอเหล่านั้นเป็นเครื่องขัดเกลา ฝึกฝน สร้างฐานสติ สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา 

ก็ไม่ได้มองเป็นเครื่องขัดข้อง หน่วงเหนี่ยว ฉุดรั้ง ... แต่ถ้าคิดน่ะ มันก็เป็นเครื่องฉุดรั้ง  ถ้ากังวลหรือว่าไปหาทางแก้มัน มันก็เหมือนเป็นเครื่องปิดบังหน่วงเหนี่ยว 

เพราะนั้นก็ไม่คิดไม่ปรุงอะไรกับมัน กลับมาทำหน้าที่ของเรา...คือรู้กายเห็นกาย  ...ดูกายเห็นกายเหมือนเป็นก้อนดิน เหมือนเป็นก้อนหินก้อนหนึ่ง เดินไปเดินมาในที่ทำงาน  ใครพูดอะไรก็เหมือนพูดผ่านก้อนหินน่ะ  ทำใจให้หนักแน่นอยู่ภายใน หงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด รำคาญก็รู้ว่ารำคาญ อย่าไปสนใจ 

ดูอาการทางกายไป แข็งๆ อ่อนๆ  ดูกระดูกมันเดิน ...ไอ้ที่มันเดินนี่ มันเดินได้เพราะมีกระดูก แข็งๆ น่ะ  ดูขาไป ให้เห็น รู้สึกถึงกระดูกที่มันรับน้ำหนักถ่วงลงมา  มือขยับแกว่งไกว มันไกวมันแกว่งได้ ข้างในมันดามด้วยกระดูก  ดูให้รู้สึกถึงความแข็งๆ มีของอุ่นๆ เหนียวๆ หยุ่นๆ หุ้ม เหมือนเป็นฟองน้ำหุ้มแกนกระดูกอยู่ 

นี่ ทำความรู้สึกภายในอยู่อย่างนี้  ดูมัน ไม่ต้องไปสนใจภายนอกมาก  ก็ทำพูดคิดไป ก็ดูไป  หลงไปเพลินไป หลงไปคิด ทำงานไปแล้วก็ไปหลงอยู่กับงาน พอรู้ตัวก็กลับมาดูต่อ 

ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องไปเสียอกเสียใจ กังวลกับไอ้ที่มันหลุดมันหายไป  มีเวล่ำเวลารู้เนื้อรู้ตัวก็กลับมาดูใหม่  ...ทำไปอย่างเนี้ย มันก็ดำเนินของมันไปเอง ความรู้แจ้งภายใน  

ไม่มีอะไรภายนอกก็ไม่ต้องไปคิด เมื่อหมดเรื่องให้คิด  ไม่ใช่หลงออกไป ไม่ใช่ภารกิจที่จะต้องหลงไปทำ ...ก็กลับมาทำความรู้แจ้งภายใน ทำความรู้แจ้งภายในกาย  

อะไรมันแข็ง อะไรมันอ่อน ...อ่อนๆ แข็งๆ เป็นของใคร เย็นร้อนอ่อนแข็งเนี่ย มันมีใครเป็นเจ้าของ มันบอกมั้ยมันเป็นใคร มันเกิดขึ้นเพื่อใคร ...ทำความรู้ความเห็นภายใน จำแนกออกไปเป็นส่วนๆ ไป 

ไม่ต้องไปกังวลกับภายนอก  มันห้ามไม่ได้อาการภายนอก  ห้ามปาก ห้ามความรู้สึก ห้ามความคิดของคนภายนอก...มันห้ามไม่ได้  ห้ามความคาดหวัง ห้ามความอยากของคนภายนอก...ก็ห้ามไม่ได้ หนีก็ไม่ได้ 

มันอยู่ในที่เดียวกัน ก็ต้องทำใจให้หนักแน่น ...ก็อือออไป ว่าไงก็ว่าไป ทำไม่ทำมันอีกเรื่องนึง เอาไม่เอาก็เรื่องของเรา ไม่ต้องเกรงใจใคร อย่าไปกลัวใคร ... ไปเกรงใจทำไม เวลามันตาย เวลาเราตาย ไม่เห็นมาตายกับเรา ต่างคนต่างตาย 

อย่าไปกังวล อย่าเอาใจไปผูกกับเขา อย่าเอาใจเอากายไปผูกกับงานภายนอก เรื่องราวต่างๆ ความคาดหวังต่างๆ  มันเป็นอะไรแค่ลมๆ แล้งๆ ปล่อยให้เขาบ้าบอกันไป ...เมื่อเรารู้แล้วเข้าใจแล้ว ก็อยู่ในที่อันควรของเรา 

ก็มีที่อันควรที่เดียวนั่นแหละ...คือที่กายที่ใจ  ไม่ใช่ไปอยู่ที่ความกังวล ไม่ได้ไปอยู่ที่เรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น  ...เพราะงั้นที่ความรู้สึกนึกคิดผู้อื่น ความเห็นผู้อื่น ไม่ใช่ที่อันควรที่จะไปอยู่ หรือเอาไปผูกไว้ เอากายเอาใจเราไปผูกไว้ 

เมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว...ก็ละซะ  ...ไม่ต้องเกรงใจใคร ตำรวจไม่จับ ใครจะมารู้เรื่องกับเราภายใน ปากก็พูดได้ ก็ว่าไป ก็พูดให้มันเป็นสมดุลเป็นกลางไป เขาจะได้สบายอกสบายใจไป ก็แค่นั้น  มันก็แก้ปัญหาได้ ก็หมดเรื่อง 

ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ ไม่มีใครมาฉุดกระชากลากถูได้  ...ถ้าเราไม่ทำ เดี๋ยวเขาก็รู้ของเขาเอง ว่าการใช้ชีวิตของเราจะอยู่กับการดำรงอยู่ที่กายที่ใจ ไม่ได้มีชีวิตเพื่ออะไร หรือเพื่อคนอื่นเป็นหลัก  อันนั้นเป็นเรื่องรอง

เป็นหลักนี่ต้องอยู่กับตัวเอง ทำความรู้แจ้งภายในตัวเอง ภายในกาย ภายในขันธ์  เอาให้แจ้ง เอาให้ชัด เอาให้เข้าใจ เอาให้ไม่ลังเลสงสัยในที่ขันธ์ทั้ง ๕ มันปรากฏอยู่...ว่ามันคืออะไร มันเป็นอะไร มันเป็นทรัพย์สมบัติของใคร มันมีความเป็นตัวเป็นตนมั้ย 

ถ้ายังไม่รู้ ถ้ายังไม่แจ้ง ถ้ายังไม่ชัด ก็ยังไม่หมดงาน ยังเกษียณไม่ได้ 

งานภายนอกก็ทำไปงั้นๆ แหละ พอเลี้ยงดูหาอยู่หากินไป  ลาภยศสรรเสริญบรรดาศักดิ์ก็ปล่อยคนเขาบ้าบอกันไป ทั้งหมดน่ะมันไม่มีอะไร 

ให้มันเหลือแค่กายกับใจ ของสองสิ่งแค่นั้นเอง ... อะไรๆ ก็แค่นั้นแหละ ปล่อยให้มันเป็นแค่...อะไรที่ห่อหุ้มปกคลุมอยู่แค่นั้นน่ะ  มันวูบๆ วาบๆ ไปแค่นั้นเอง ... มันจะหนา มันจะแน่น มันจะบาง มันจะเบา  ก็ไม่ใช่ธุระที่เราจะไปจัดการกับมัน

ก็กลับมารู้ ตั้งมั่น อยู่แค่กาย สรีระขันธ์ สรีระธาตุ หรือว่าธรรมธาตุ  เอาจนรูปขันธ์นี่มันกลายเป็นธรรมธาตุ เป็นแค่ธาตุอันหนึ่งตามธรรมชาติแค่นั้น ... ไม่เป็นแขนไม่เป็นขา ไม่เป็นหน้าไม่เป็นหลังของใครคนใดคนหนึ่ง ของสัตว์ตนใดตนหนึ่ง ของคนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 

ดูจนเห็นว่ามันเป็นแค่ธรรมธาตุหนึ่ง...มันก็จบแล้ว  เป็นแค่เถ้าเป็นแค่ธุลี เป็นแค่มวลที่เป็นกลาง ของกลาง  ใครจะหยิบใครจะยืม ใครจะเอาไปใช้ มันก็ผลัดกันชมไป ... ถึงเวลาถึงวาระมันก็คืนสู่ธรรมชาติของเขาเอง ...กายก็กลายเป็นก้อนธรรมก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งกองอยู่เท่านั้น มีหนังหุ้มเป็นที่สุดรอบโดยสมมุติ  

ความคิดความปรุง อารมณ์ สภาวะจิต สภาวธรรมภายใน  ไม่ต้องไปคา ไม่ต้องไปข้องกับมัน ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร ไม่ต้องวิตกวิจารณ์อะไรกับมัน ...มองเบาๆ รู้เบาๆ กับมันแล้วก็ผ่านไป เห็นแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องไปสนใจแยแสกับมันมาก  

มันก็จะเห็นในส่วนทั้งหมดมันเป็นแค่อาการของนามที่จับต้องไม่ได้ ไม่เป็นของใครเหมือนกัน ไม่มีอำนาจไม่มีอิทธิพลใดๆ พอที่จะทำให้ใจอันนี้เร่าร้อนได้ ...มันก็เหมือนกับเป็นลมที่ผ่านหินผ่านดินน่ะ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร มันก็ธรรมดา มันก็เฉยๆ มันก็รู้เห็นด้วยความปล่อยวางไป  

ถ้ามันไม่วาง ก็ต้องกลับมาเพียรเพ่งลงที่กายใจปัจจุบัน เป็นการถอดถอนความเห็นผิด  จนใจมันเห็นความดับไปเองของอาการที่เป็นนาม ความดับไปเองของอาการที่เป็นสภาวธรรม อาการที่ดับไปเองของกิเลสตัณหา 

มันก็จะเห็นอาการที่ดับไปเองนั้นน่ะ ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีสาระ หาสาระในตัวมันเองก็ไม่ได้ ... มันก็พอกพูนปัญญาความตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว รู้ชัดเห็นชัดอยู่ภายใน  มันก็แข็งแกร่งขึ้นไปเอง ตั้งมั่นขึ้นไปตามลำดับลำดา

สัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมาปัญญาก็พัฒนาขึ้น จนเท่าทันทุกอาการ ที่มีการกระทบแล้วจิตมันแลบ มันออก มันคว้า มันจับ มันแตะ มันต้อง ...ก็ดับตัณหาอุปาทานที่จะก่อเกิดกับขันธ์ทั้งภายในภายนอกไป 

แล้วมันก็เลยเห็นขันธ์ทั้งภายในภายนอก มันตั้งอยู่บนความแปรปรวน ผันแปร ไม่คงที่ ของมันอยู่อย่างนั้น ...จะดับเมื่อไหร่ก็ได้ จะมากเท่าไหร่ก็ได้ มันไม่ใช่อำนาจของใครคนใดคนหนึ่ง ...มีแต่ความเห็นผิดไม่เข้าใจก็คิดว่าเป็นของๆ กู ของๆ เรา ของของเขา ความเห็นของเขา ความรู้สึกของเขา 

จนเราเห็น จนแจ้ง จนเข้าใจ ว่ามันเป็นแค่สภาวธรรมหนึ่งลอยๆ หาความเป็นเจ้าของไม่ได้ ... มันก็จะกลับมารู้เห็นกับความเป็นจริงเท่านั้น...คือใจ ผู้รู้ผู้เห็น...กับกายที่เกิดๆ ดับๆ อยู่กับใจ

เพราะยังไงๆ กายนี่มันต้องมีจนตาย...คู่กับใจ  มันเป็นของคู่กัน ถ้าไม่มีกายก็ไม่มีใจ  เพราะนั้นก็กลับมาอยู่กับความเป็นจริงที่อยู่คู่กันคือกายกับใจ 

ก็จะเห็นกายเป็นเพียงของเกิดดับเท่านั้น ไม่ได้เป็นอะไรของใคร  เป็นแค่เครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ เป็นธรรมธาตุหนึ่งที่ห่อหุ้มใจไว้ ด้วยอำนาจของวิบากกรรมที่เคยทำมา 

ใจดวงนั้นก็จะไม่มองเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นใคร เป็นของใคร มีชื่ออะไร  มันจะเห็นเป็นแค่ก้อนธาตุที่เป็นก้อนวิบาก ที่จำเป็นจะต้องอยู่ร่วมกับใจดวงนี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่รู้มันจะแตกจะดับเมื่อไหร่ 

เมื่อเข้าใจว่ายังไงๆ มันก็ต้องแตกดับวันหนึ่งไปตามกาล ไปตามกฎของไตรลักษณ์  แต่ก็อยู่โดยที่ว่ายินยอมเสวยวิบากนั้นไป ด้วยความพอดี ด้วยความเป็นกลาง  ...ไม่ได้มองว่านี่เป็นของเรา หรือว่าเป็นของคน หรือว่าเป็นอะไร 

เห็นเป็นก้อนธาตุหนึ่ง ธรรมธาตุหนึ่ง ที่ห่อหุ้มใจ แล้วแต่จะดำเนินชีวิตไปตามปกติวิสัย  มันเกิดตรงไหน มันก็ดับตรงนั้น  มันเกิดทางรูปมันก็ดับทางตา มันเกิดทางหูมันก็ดับทางหู มันเกิดทางกลิ่นมันก็ดับทางกลิ่น  มันก็เกิดดับพร้อมกัน 

ใจก็มีหน้าที่รู้เห็นในการเกิดดับในปัจจุบันนั้นๆ ไป  ไม่อาลัย ไม่อาวรณ์ ไม่เสียดาย ไม่ขวนขวาย ไม่ทะยานไป มันก็แค่รับรู้กับอาการของอายตนะที่เป็นเรื่องทางกายตามปกติ 

การอยู่การกิน การสัมผัสกับขันธ์ภายนอกที่มีวิญญาณ กับขันธ์ภายนอกที่ไม่มีวิญญาณ  มันก็แค่รับรู้ในปัจจุบันๆ มีอาการรับรู้อยู่แค่นั้น  ไม่ได้ไปถือมาเป็นสัญญาอารมณ์ ไม่ได้ถือมาเป็นอดีตอนาคต แล้วเกิดความต่อเนื่องด้วยความอยากหรือไม่อยาก 

มันก็อยู่ใช้ชีวิตต่อไปด้วยภาวะที่เป็นอิสระ ออกจากโลกออกจากขันธ์  แต่ไม่ได้อิสระแบบหนีโลกหนีขันธ์  หากแต่ระหว่างกันนั้นเป็นอิสระ ระหว่างกิน ระหว่างเสพ ระหว่างสัมผัสนั้นน่ะ เหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่ปนเปื้อนกัน ไม่ทำให้เสียสภาพของน้ำ ไม่ทำให้เสียสภาพของน้ำมัน 

มันก็คงตัวคืนตัว เป็นธรรมชาติที่แท้จริงของใจ ใจเดียว ใจหนึ่ง ใจว่าง ใจสูญ ใจไม่มีอะไรในนั้น  มันก็มีแต่ใจ เหมือนน้ำใส เหมือนน้ำค้างบริสุทธิ์ใสอย่างนั้น ยังไงๆ ก็ใสอยู่อย่างนั้น ... เพราะภายในมันไม่มีอะไรในนั้น

แต่เมื่อใดที่ภายในมันยังมีอะไรปนเปื้อน เจือปนอยู่  มันก็จะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของมันไปตามอาการที่มากระทบสัมผัสมัน ... สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องรู้แล้วก็ละออกไป ...มันก็จะชำระภายในให้เกลี้ยง ให้หมด ให้จาง ให้คลาย ให้ถอนออกไป 

อย่าไปเพิ่มด้วยความวิตกกังวล อย่าไปเพิ่มด้วยความอยากหรือไม่อยากใดๆ  มันเป็นการเก็บกลับเข้ามา หมักดองเป็นอาสวะซ้ำเติมลงไปอีก ...รู้ละ รู้แล้ววาง รู้แล้วปล่อย  รู้แล้วไม่เอา รู้แล้วไม่เป็น รู้แล้วไม่มี  อยู่อย่างนี้ ใจมันก็จะค่อยๆ คืนสู่ความเป็นธรรมชาติของใจของมันเอง

เมื่อถึงธรรมชาติของมันแล้วนี่ เป็นธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นธรรมชาติที่เหนือไตรลักษณ์ เป็นธรรมชาติที่เรียกว่าเป็นวิสุทธิ เป็นวิมุตติธรรม เป็นวิมุตติจิต  มันนอกเหนืออำนาจของไตรลักษณ์ ไม่หวนกลับคืนมาเศร้าหมองอีก ขุ่นอีก หรือดีอีก ไม่มีทั้งดีไม่มีทั้งไม่ดีอีก

มันเป็นธาตุบริสุทธิ์เกินกว่าความบริสุทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้  เพราะธรรมชาติความบริสุทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมกัน การปรุงแต่งรวมกัน มันยังไม่บริสุทธิ์จริง  

แต่ความบริสุทธิ์ของใจ ที่สุดของใจน่ะ เป็นความบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกิดอยู่ ตั้งอยู่ บนความปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น  มันตั้งอยู่บนความไม่มีไม่เป็นอะไรเลย เป็นวิมุตติ เป็นวิสังขารจิต เป็นอสังขตธรรม  จึงเรียกว่าบริสุทธิ์จริงๆ หมดจดจริงๆ

แล้วก็การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง...ศีลสมาธิปัญญาเป็นไปเพื่อความชะล้าง ขัดเกลา ละออก  ถอนออกไป วางไป ...ด้วยปัญญา  ไม่ใช่ด้วยความอยาก ไม่ใช่ด้วยความไม่อยาก  แต่ด้วยรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ววาง ไม่ไปยุ่งกับมัน

ของร้อนอย่าไปร้อนกับมัน ...อะไรๆ ก็ตาม เกิดอะไรขึ้นก็ตาม ให้กลับมาที่กายที่ใจก่อน ตั้งหลักให้มั่น  อย่าไปกังวล อย่าไปหาทางแก้ทางกัน  กลับมาตั้งมั่นอยู่ที่กายใจเฉยๆ ด้วยความอดทน  อย่าเบื่อ อย่าคิดว่ามีวิธีใดแก้ได้ดีกว่านี้ ...ไม่มีอุบายใดแก้ได้หรอก 

มันมีแต่หลักเดียว หลักใจคือหลักเดียว เป็นสัมมาทิฏฐิเดียว เป็นความเห็นเดียวที่เหลือแค่กาย ที่ว่า เอกังจิตตัง เอโกธัมโม กายเดียวจิตเดียว  แก้ได้ด้วยวิธีเดียว หลักเดียว  ถ้ามีสองกาย ถ้ามีสองใจ แก้ไม่ได้ ...ให้มันเหลือแค่กายเดียวจิตเดียว เป็นกายปัจจุบันใจปัจจุบันที่รู้อยู่กับมัน จึงจะเป็นจิตหนึ่ง

มรรคทั้งหมดน่ะ ศีลสมาธิปัญญาทั้งหมด มรรคมีองค์แปดทั้งหมด  มันเป็นเครื่องมือ มันเป็นอุปกรณ์ให้กลับเข้ามาสู่กายหนึ่งจิตหนึ่ง  

อย่าออกนอกนี้...ด้วยความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ด้วยความคิดใดความคิดหนึ่ง ด้วยอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ด้วยความรู้สึกใด ความคาดหมายใดความคาดหมายหนึ่ง...  มันจะแตกออกเป็นสองสามสี่

ถึงบอกว่ากลับมารู้กายโง่ๆ  ไม่เอาอะไร ช่างหัวมัน  ละเอียดก็ไม่เอา ปราณีตก็ไม่เอา ... ไอ้ที่เคยเห็นเคยผ่านมา เคยไปเสพ เคยไปมี เคยไปเป็น สัมผัสกับมัน ก็ไม่เอา ...ให้มันเหลือกายเป็นแค่ธาตุ ธรรมธาตุหนึ่งกับใจที่เป็นธรรมธาตุใจรู้ใจเห็นอยู่เท่านั้นเอง หนึ่งต่อหนึ่ง เรียกว่าธรรมเอก

ระหว่างนั้นที่มันอยู่กับจิตหนึ่งธรรมหนึ่ง กายเป็นธรรมอันหนึ่ง จิตเป็นจิตอันหนึ่ง  มันจะเรียนรู้ในธรรมหนึ่งนั้น เห็นความไม่มี ความว่าง ความไม่มีความหมายในธรรมหนึ่ง...เป็นเรื่องอนัตตา  มันก็จะเข้าไปลบความเห็นผิดขั้นสุดท้าย จากความหมายเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา 

เมื่อลบธรรมหนึ่งเป็นศูนย์ สุดท้ายมันก็จะมาลบตัวของมันเอง...คือจิตหนึ่ง  เมื่อลบจิตหนึ่ง จนถึงจิตศูนย์ เป็นสุญญตา ...สูญจากความเป็นเรา ของเรา  ใจเรา ใจของเรา ผู้รู้ผู้เห็น ความเป็นสัตว์บุคคลในผู้รู้ผู้เห็น มันก็ละ 

เมื่อนั้นจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน จิตกับธรรมจึงจะเป็นหนึ่งเดียวกัน คือความไม่มีอะไร  นั่นเรียกว่าเป็นจิตเอกธรรมเอกจริงๆ เป็นอันเดียวกัน คือสุญโญ สูญ  จิตกับธรรมก็รวมกัน เป็นธรรมชาติที่กลมกลืน สู่ความไม่มีโดยสิ้นเชิง สู่ความดับ สู่ความเป็นนิโรธ คือความดับไปโดยสิ้นเชิง ...ไม่มีเชื้อ ทั้งในธรรมทั้งในจิต ไม่มีเชื้อให้ลุกไหม้เป็นไฟออกมาได้

ถ้าข้างในใจยังมีเชื้อ มันก็พร้อมที่จะไหม้  แม้แต่เชื้อแค่อณูเดียวก็ไหม้ มันก็ร้อน  เมื่อมันสัมผัสสัมพันธ์กับอะไร ที่มันตรงกันกับเชื้อนั้น ...แต่เมื่อใดที่มันสูญสลายไม่มีความหมายในตัวของมันเองเมื่อไหร่ มันหมายถึงความหมดเชื้อภายใน สูญ สิ้น  มันสูญ มันสุญโญ มันเป็นสุญญตา มันหมดแล้ว มันไม่เหลือแล้ว 

เมื่อนั้นแหละ ไฟไม่สามารถจะไหม้ได้อีกแล้ว จึงเรียกว่าหมด จบภาระ เกษียณ ปลดระวาง ปลดแอก ปลดสัมภาระ ทิ้งโลกทั้งสามไว้เบื้องหลัง ... เพราะไม่รู้มันจะเอาอะไรกับอะไร ไม่มีผู้เอา ไม่มีผู้เสวย เพราะไม่มีเชื้ออยู่ภายใน 

ใจที่เป็นวิมุตติจิตนั่นแหละ มันจึงมองเห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นวิมุตติธรรม ไม่มีอะไรในวิมุตติธรรมให้เข้าไปสวมไปทรง ไปเสวยได้อีก  ดับขันธ์ทั้งหมด สูญ สิ้น  ไม่มีเชื้อ ไม่มีเยื่อ ไม่มีใยใดๆ ...จึงเรียกว่าเป็นผู้เหนือโลก เป็นใจที่เหนือโลกจริงๆ

แต่ในผู้ฝึกผู้ปฏิบัติ ใจมันเหนือโลกชั่วคราว มันยังไม่เป็นถาวร  เดี๋ยวมันก็กลมกลืนกันเข้าไปอีก เดี๋ยวมันก็ไปเกลือกกลั้วอีก  มันซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนั้น ...ศีลสมาธิปัญญาก็ต้องซ้ำซากวนเวียนอยู่กับมัน 

มันเป็นของเก่า มันเป็นกิเลสตัวเก่า มันหลงเป็นตัวเก่า มันก็ต้องวนเวียนซ้ำเก่าอยู่อย่างนั้น ด้วยศีลสมาธิปัญญา ...รู้เห็นอีก ถอนออกมาอีก จนมันฉลาด รู้รอบรู้เท่าทัน เห็นความไม่มีไปตามลำดับลำดา เห็นความว่างในตัวของธรรมนั้นๆ ไปตามลำดับลำดา 

จนถึงที่สุดก็ไม่มีที่ใดที่หนึ่งที่ให้มันสงสัย หรือข้องใจ ในที่ใดที่หนึ่ง  ใจมันถึงภาวะที่เรียกว่าไม่ข้องในที่ทั้งปวง ไม่สงสัยใดๆ ในที่ทั้งปวง ...มันแจ้งหมด มันแจ้งถึงความว่าง ถึงความไม่มีอะไรในนั้น 

ถ้ามันไม่แจ้งตรงไหนมันก็จะไปซุกหัวอยู่ตรงนั้นน่ะ เอาหัวไปซุก เอาตาไปซุก เอาหูไปซุก เอาใจไปซุกอยู่ตรงนั้น...เป็นภพเป็นชาติ เป็นการก่อเกิด เป็นการอยู่ร่วม เป็นการต่อเนื่องด้วยความสงสัย เมื่อมันยังไม่หายสงสัยในสิ่งนั้น 

แต่เมื่อถอนออกมาอยู่เหนือมัน...ด้วยสติสมาธิ ด้วยปัญญา ...มันก็จะถอนออกมาจากอาการนั้น ออกมาจากภพนั้น จากความรู้สึกนั้น สักระยะหนึ่ง ...เมื่อถอนออกมา ตั้งมั่นด้วยกำลังของสติปัญญา ไม่ไปไม่มา ไม่แตะไม่ต้องกับมัน ก็จะเห็นความดับไปเองของมัน 

มันก็มาเรียนรู้อย่างนี้ เห็นเป็นไตรลักษณ์อีกแล้ว มันก็เกิดความเข้าใจในระดับนึง ... แต่มันยังไม่หลุด เดี๋ยวมันก็เข้าไปอีก  ศีลสมาธิปัญญาก็ต้องทำงาน สติสมาธิปัญญาก็ต้องทำงาน ถอยออกมา ถอนออกมา รู้กายรู้ใจเป็นเครื่องอยู่ เป็นที่ตั้ง แล้วก็จะเห็นอาการนั้น จนกว่ามันจะดับไปเอง 

ด้วยความอดทนอดกลั้น  ไม่ไปคิดไม่ไปปรุงกับมัน ...เขาก็แสดงธรรมตามความเป็นจริงให้ปรากฏ ว่ามีความดับไปเป็นธรรมดา มีความไม่มีตัวตนในสิ่งนั้นๆ เอง ...โดยที่เราไม่ได้ไปยุ่งไปแตะ ไม่มีใครไปแตะไปต้องกับมัน

ญาณ ปัญญาญาณ มันก็จะเกิด.. เห็น เกิดการยอมรับในอาการนั้นตามความเป็นจริง เป็นปหานตัพพธรรมอยู่อย่างนี้  ตลอดชีวิตตราบใดที่ยังมีกิเลสแสดงตัวด้วยความไม่รู้ไม่เห็น มันจะเข้าไปซุก เข้าไปแช่ เข้าไปจมกับอาการที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 

เรื่องกลางวันดับไป เรื่องกลางคืนเกิดขึ้นในใจ  ก็ต้องมาเรียนรู้ในเรื่องของใจ ...เรื่องกลางวันเกิดขึ้นไม่เท่าทัน มันก็จะเก็บมาเป็นเรื่องกลางคืนต่อ มาคิดมาจำมาปรุง ...เอาจนมันทันทุกขณะทุกเวลา ความต่อเนื่องเป็นสัญญาอารมณ์มันก็จะสั้นลงน้อยลง ความขุ่นมัวเศร้าหมอง มันก็จางคลายของมันเอง 

มันต้องจางคลายด้วยปัญญา ...ไม่ใช่จางคลายด้วยความอยาก อยากแก้ อยากหนี อยากทำยังไงให้มันหมดไป  ...มันไม่มี ทำไม่ได้ เพราะมันประกอบไม่ถูกเหตุ 

ถ้าแก้ถูกเหตุแล้ว รู้ให้ทัน ไม่ไปยุ่งกับมัน ไม่ไปต่อเติมกับมัน ด้วยการกลับมาอยู่ที่ตั้ง  ที่หมายที่เดียวคือกายใจ ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญาที่รวมลงที่กายใจ ...นั่นแหละเป็นหนทางแก้ เป็นหนทางออก เป็นหนทางชำระกรรมวิบากในตัวของมันเอง ...การรู้เห็นเป็นไตรลักษณ์ก็จะปรากฏบังเกิดขึ้น

ธรรมไม่เคยปกปิดตัวมันเอง ที่สุดก็มีแต่ความดับไปเองเป็นธรรมดา ... จะมาก จะนาน จะช้า จะดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม...ยังไงๆ มันก็มีที่สุดของมันคือความดับไป 

มันสำคัญว่าเราอดทนอยู่กับกายใจได้มากน้อยแค่ไหน ...ก็ต้องอยู่ด้วยความพากเพียร จนถึงที่สุดแห่งทุกข์นั้นๆ มันก็มีความดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อจิตมันรู้มันเข้าใจมากขึ้น จากการที่เห็นอาการเช่นนี้แล้วนี่  มันจะไปเกิดเป็นปัญญาที่เกิดความละความวาง  ความไม่เข้าไปยุ่ง ไม่เข้าไปแตะตั้งแต่แรกที่มันปรากฏ...ในภายภาคหน้าต่อไป 

ก็มีความฉลาดเท่าทัน รู้รอบ เท่าทันปัจจุบันขณะ ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม  ...ปัญญามันก็จะรักษาใจดวงนี้ไว้ ไม่หลงตกไป ไปจม ไปแช่ ไปหมายไปมั่นในอาการทั้งหลายทั้งปวง

แต่ถ้าด้วยความไม่รู้ ...ใจที่ไม่รู้ดวงนี้มันจะไปสร้างโลก มันจะไปแก้โลก  มันเข้าใจว่ามันดี มันจะแก้ได้ มันจะแนะนำ มันจะอธิบาย มันจะทำด้วยวิธีการนั้น มันจะทำได้ด้วยวิธีการนี้  มันไม่ยอมๆ มันปกป้องตัวของมันเอง ด้วยความเข้าใจว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้จะมาทำลายตัวของเรา ตัวของใจ ...ด้วยความหมายว่าเป็นของเรา 

ก็ต้องรู้ทันเจตนานั้นๆ แล้วก็ละเจตนานั้นไป  กลับมาแค่รู้กับกาย เป็นหลัก ดูกายเกิดดับไป ดูการดับไปแต่ละขณะๆ  ดูกายที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา...เป็นอาหารของปัญญา มันจะพอกพูนพละกำลังปัญญาขึ้นมา 

การเห็นกายเกิดดับเหมือนอาหารใจ เหมือนอาหารของปัญญา ... ให้ปัญญามันอ้วนพีแก่กล้า มันก็เข้าไปละ ถอนออก ซึ่งความเป็นตัวตน ความเป็นสันตติต่อเนื่องของกาย ...แล้วมันก็จะลามไปถึงทุกสิ่ง ก็จะไปหมายเดียวกันในนิมิต ที่เป็นนามนิมิตอย่างที่เป็นนามขันธ์

ไม่มีอะไรก็ให้กลับมารู้กายรู้ใจเงียบๆ ...ไม่ต้องไปหาอะไรดู ไม่ต้องไปหาอะไรให้ใจทำ นอกการนอกงาน...มันเกิน ทำงานเดียวพอแล้ว  

จนมันเหลือแต่รู้เปล่าๆ กายเปล่าๆ พอแล้ว  ...แล้วเห็นกายเปล่าๆ นั้นเกิดดับไป จนหาความเป็นกายไม่เจอ เห็นกายเป็นแค่อาการเกิดดับ...ทั้งกายจริง ทั้งรูปกาย

กายจริงก็เกิดดับ รูปกายก็เกิดดับ พร้อมกัน ... จิตมันก็จะว่างเบาไปเอง เกิดความเข้าใจ หาความเป็นตัวตนไม่ได้ในขันธ์ทั้งหลายทั้งปวง

ดูความดับไปบ่อยๆ  ... อย่าไปดูเพื่อให้มันมีอยู่



(ต่อแทร็ก 5/7)