วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 5/21


พระอาจารย์
5/21 (540923B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 กันยายน 2554


พระอาจารย์ –  ภาวนาเป็นเรื่องจริง ของจริง ...ต้องทำจริง ...ไม่ใช่ทำตามอารมณ์ ...ต้องเอาเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ 

เพราะการเจริญสติสัมปชัญญะ หรือการทำความรู้ตัวทุกปัจจุบันนี่  มันไม่ได้ขัดขวาง ขัดแย้ง กับการงานปัจจุบัน หรือการใช้ชีวิตปกติปัจจุบันเลย

มันไม่ต้องไปลาออกจากความเป็นผัว เป็นเมีย  เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก กับใครเลย ...มันไม่ต้องมาลาออกจากงานไปถือศีลเป็นนักพรต นักบวช เป็นพราหมณี แม่ชี ฤาษีชีไพร...ถึงจะได้ ...ไม่เกี่ยวเลย

สติสัมปชัญญะเป็นการระลึกรู้...กับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ...และไม่ได้ให้ไปแก้ไขปรับเปลี่ยนอะไร  แต่ให้รู้ให้เห็นกับมัน

อย่าไปฟังข้ออ้างเงื่อนไขว่าทำไม่ได้ เจริญไม่ได้สตินี่ ...เพราะงานมันยุ่ง งานมันเยอะ คนมันเยอะ มันมีเรื่องเยอะ มันมีเรื่องยังต้องทำอีกเยอะ ยังทำไม่สำเร็จอีกเยอะ

ต้องทำอันนั้นอันนี้ให้เสร็จก่อน ...กว่าจะเสร็จ ตายแล้วก็ยังไม่เสร็จ  ก็พอดีไม่ได้ภาวนา ก็พอดีไม่ได้สร้างสติขึ้นมาพอจะไปรู้เห็นขันธ์ตามความเป็นจริง

เวลาเกิดเวลาตายมันสั้น แค่ลมหายใจเข้าแล้วไม่ออก ออกแล้วไม่เข้า ...ไม่ได้ยาว ไม่ได้มากมาย  ถ้าเทียบเป็นเวลาในอายุของโลก  ถ้าเทียบกับโลกน่ะ ไม่ได้เป็นหนึ่งอณูในอายุของโลกเลย ...แป๊บเดียวเอง

มันประมาทมัวเมากับการมีชีวิต มันเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายน่ะ...ชีวิต  พลัดตกหกล้มก็ตายแล้ว ตกเส้นด้ายตายเลย ตกตอนไหนก็ตายเมื่อนั้น ไม่ต้องห่วง แว้บเดียวเองความตาย

อย่ามาตายเปล่าๆ ปลี้ๆ กับลาภ-ยศ สุข-ทุกข์ สรรเสริญ-นินทา ดี-ชั่ว ถูก-ผิด ...ก็แค่นั้น ไม่มีสาระอะไร 

ไม่ได้ตายแบบมีสติ ตายแบบผู้รู้ผู้เห็น ตายแบบเข้าใจ ตายแบบยอมรับในทุกสิ่งที่ปรากฏ ...เรียกว่าตายแบบฝากไว้ในแผ่นดิน

ไม่ใช่ตายแล้วคนข้างๆ เขาก็ว่า “เออ ตายซะได้ก็ดี มันน่าจะตายไปซะตั้งนานแล้ว” ...นี่มันตายแบบไม่มีค่า เพราะมันใช้ชีวิตแบบไม่มีค่า

มีแต่พระอริยะนี่ ...ตายที่ไหน ตายตรงไหนเวลาไหน  ตรงนั้นก็กลายเป็นคนก็จะไปสร้างเจดีย์เอาไว้เป็นที่ระลึกเคารพนบนอบบูชากัน ...นี่ตายแบบมีค่า ตายแบบพุทธะ สังฆะ

ทุกคนน่ะมันมีความเป็นพุทธะภายในอยู่แล้ว มันมีความเป็นสังฆะที่พร้อมอยู่แล้ว ...อย่าไปเชื่อความคิด อย่าไปเชื่อความเห็น ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ถึง ไม่มีโอกาส บุญน้อยวาสนาน้อย ...ไม่มีอ่ะ อย่าไปฟังมัน

รู้ตัว ให้มันเห็นในทุกปัจจุบันขณะไป ...ความคิดอย่างนั้นมันก็จะหายไปจากใจ ความทะเยอทะยานไปในอดีตอนาคต มันก็จะหายไปจากใจ

ความไปเกิดไปตายข้างหน้าข้างหลังก็จะหายไปจากใจ ...เหลือที่เกิดตายในปัจจุบันเท่านั้น เป็นปกติธรรมดา ไม่ขาด...ไม่เกิน

อย่าไปอ้าง อย่าไปเชื่อ ว่าไม่มีเวลาภาวนา ...มันเป็นม็อตโตของคนขี้เกียจ ...ขณะที่พูดน่ะเห็นปากมันขยับได้ไหม ขณะที่คิดน่ะมันเห็นมั้ย

สติมันสร้างไม่ได้รึยังไง...ว่ามันกำลังคิดว่าไม่มีเวลา ว่ามันเป็นแค่ความคิดน่ะ ...นี่ มันไม่เห็น ก็หลงไปกับความคิดความปรุง มันปรุงอะไรก็เชื่อมันหมด ...โง่แล้วโง่อีกๆ โง่แบบซ้ำซากไม่มีที่กลบที่ฝังน่ะ

รู้เห็นไป อย่าไปฟังมัน เหมือนหนังจีนกระบี่เย้ยยุทธจักร มันร้องเพลงเย้ยยุทธจักรน่ะ อะไรเกิดขึ้นก็มองดูแล้วเหมือนกับเย้ย เยาะเย้ย เย้ยหยันมัน ไม่ยี่หระมัน มองดูเหมือนไม่ยี่หระกับมัน ไม่เอา ไม่ไปใส่ใจ

อยู่แบบถือไพ่แต้มเหนือกว่ามัน เหมือนเราถือดัมมี่ไว้ มึงจะให้กูตีดัมมี่ กูไม่ตีอ่ะ นี่เขาเรียกว่าถือไพ่เหนือกว่า ...ให้ใจมันถือไพ่เหนือกว่าว่า ช่างมัน อย่าให้มันมีค่ามีราคาสูงกว่าใจรู้ใจเห็น 

นี่เขาเรียกว่ายิ้มเยาะเย้ยยุทธจักร ...มันจะแสดงอะไรออกมา ปรุงอะไรขึ้นมา สร้างความน่าเชื่ออย่างใดขึ้นมา สร้างความน่าจะเป็น น่าจะมี น่าจะใช่อะไรขึ้นมา หรือสร้างความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมา 

มันรู้เห็นแล้วมันก็ยิ้มเย้ยยุทธจักร ...แค่นั้นเอง โธ่เอ๊ย นึกว่าจะแค่ไหน เดี๋ยวมันก็ดับ ...เนี่ย เขาเรียกว่าอยู่แบบผู้เหนือโลก 

แรกๆ ยังไม่เหนือแบบธรรมชาติ ก็ต้องทำให้มันเหนือโลกไว้ก่อน  ไม่งั้นก็จะถูกโลกนี้กลบฝัง ชีวิตก็ไม่สุขสันต์สุกใส รู้แจ้ง ...ชีวิตก็กลายเป็นชีวิตบัดซบ หมกอยู่ในโลกธรรม ๘

เมื่อใดที่รู้เห็นในทุกอาการ ขณะที่รู้ที่เห็นนั้นน่ะ ถือว่าขณะนั้นน่ะ...ต่อให้เป็นปุถุชนอยู่ก็ตาม ก็ถือว่าหลุดจากโลกแล้วขณะหนึ่ง 

ให้รู้ไว้ ให้เห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญาด้วยว่า...แค่รู้เห็นว่ามีอะไรปรากฏ ให้รู้ว่าขณะนั้นน่ะ หลุดออกจากโลกหนึ่งขณะแล้ว

ทำให้เป็นผู้หลุดออกจากโลกบ่อยๆ เสมอๆ เป็นนิจ เป็นนิสัย ...จนเป็นสันดาน จนเป็นกิจวัตรประจำใจ จนเป็นอัตโนมัติ จนเป็นมหาสติ จนเป็นมหาปัญญา ...นั่นล่ะมันจะหลุดจริง

พอหลุดจริงแล้ว คราวนี้มันไม่มีทางหวนแล้ว  ให้เผลอ-ไม่เผลอ...กูก็ไม่หวนแล้ว  ใจนี่มันจะไม่หวนคืนโลกเลย ไปก็แค่เหยียบ ไม่ไปสร้างเหล่าเต๊งไว้หรอก

พอเหยียบพอย่ำแล้วก็ไป มีอะไรมั้ย ...นี่ เขาเรียกว่าเยาะเย้ยยุทธจักรได้อย่างเต็มภาคภูมิ  ...ก็ทำไปงั้นๆ อยู่ไปงั้นๆ พูดไปงั้นๆ ก็คิดไปงั้นๆ แหละ...ไม่มีอะไร

อย่าให้โลกมันบดกลืน...คืออารมณ์ของโลกน่ะมันบดกลืน  อย่าให้อดีต-อนาคตน่ะมาปกปิด ปิดบังปัจจุบันจนมืดมิด มืดตึ้บ มืดแปดด้านสิบหกด้าน

มืดมนอนธการ นี่ภาษาหลวงปู่ว่า ใจมันมืดมันอนธการ ...มันมืดน่ะนั่นน่ะ ไปอยู่กับอดีตอนาคตที่ไม่จบไม่สิ้น ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันน่ะ

ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันยังไง ...ก็มันไม่แจ้งขึ้นมาในปัจจุบัน ...เมื่อใดที่รู้ตัว เห็นอยู่ในปัจจุบันทุกขณะ ขณะนั้นถือว่าแจ้ง เห็นเดือนเห็นตะวัน ...คือจิตแจ้ง หรือจิตตื่น

พุทโธที่แท้จริงนั่นแหละใจรู้ปัจจุบัน ใจเห็นปัจจุบัน อันเดียวกัน ...รู้เห็นน่ะ จึงเรียกว่าพุทโธๆๆ พุทโธที่แท้จริง ...ใจพุทโธ พุทโธคือใจ

ความเป็นพุทโธนี่ มันมีอยู่ทุกผู้ ทุกคน ทุกดวงจิต ...ไม่ว่านับถือพุทธ นับถือคริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือไม่มีศาสนา มันก็มีความเป็นพุทธะพุทโธอยู่ที่ใจดวงนั้น

แต่มันขุดหาพุทโธไม่เจอ ...มานั่งกินนอนอยู่กับพุทโธ แต่มันไม่เคยเห็นพุทโธ ...เหมือนเด็กที่มันกินขนมอยู่ในปาก แล้วมันบอกว่าอยากกินๆ อยากกินขนมอันนี้ ...โง่มั้ยนี่ ...โง่

ถ้าเป็นชาวพุทธยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก สมควรที่จะถูกด่าเลยแหละ ...พวกไม่มีศาสนาไร้ศาสนาหรือศาสนาอื่น เขาไม่รู้นี่ยังพออนุโลมให้ได้ เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยมีสันดานของพุทธะภายนอกเข้ามากล่อมเกลา

แต่ไอ้นี่เหมือนเด็กกินอมยิ้มอยู่แล้วบอก “อมยิ้มอยู่ไหนๆ” ...มันได้ยังไงล่ะ ไหว้พระทุกวัน เจอพระผ่านหน้าบ้านทุกวันก็ว่างั้นๆ น่ะ เหมือนกับปล่อยวางดีจัง

แต่ไม่รู้จักว่าพระจริงๆ น่ะอยู่ตรงไหน พุทโธจริงๆ อยู่ที่ไหน ...อยู่ที่ตาเห็นรูปแล้วรู้ว่าเห็น อยู่ที่เดินแล้วรู้ว่าเดิน เห็นว่าเดิน ...นี่ มันไกลมั้ยล่ะ ...ตึงก็รู้ตึง ไหวก็รู้ว่าไหว...มันไกลกันไหมล่ะ

หาแทบตาย...อะไรมันปิดล่ะ หือ อะไรมันบัง ...อดีตบัง อนาคตบัง ความคิดบัง ความหลงบัง ความเผลอเพลินบัง อารมณ์บัง สุข-ทุกข์บัง รูปเสียงกลิ่นรส อากาศเย็นร้อนอ่อนแข็งบัง

เนี่ย ธรรมมันบังใจ ...ได้ยังไง หือ ...เลยกลายเป็นเห็นว่าพุทโธเป็นของคนอื่นไปเสีย ไล่ตามหาพุทโธกับพระอริยะ ไปขอเศษขอเลยจากท่าน ขอบุญขอบาปกับท่าน ขอบารมีของท่าน ...ได้ยังไง

พระพุทธเจ้าท่านบอกกับวักกลิ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต” ...ตถาคต คำว่าตถาคตก็คือ...ตถตา...เช่นนั้นน่ะ สิ่งที่ปรากฏอยู่ เช่นนั้นน่ะ

เมื่อใดที่รู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบัน...ขณะนั้นน่ะ กราบพุทธะอยู่ กำลังนั่งเฝ้าองค์พุทธะอยู่ ...ก็ให้ศรัทธาในพุทธะภายในให้มากกว่าพุทธะข้างนอก...มากจนลืมไปเลย

เคารพพุทธะภายใน ไม่ออกห่าง ไม่ออกจาก ...ถ้าจะตามแห่ตามแหน ตามเฝ้าตามสักการะ ก็ทำเลยภายในนั้นแหละ  ให้มันจริง ให้มันถึงพุทธะ จนมันถึงซึ่งพุทธะพุทโธภายใน จนมันเป็นหนึ่งในพุทธะ

ทั้งหมดนี่ อยู่ที่สติ  แปลว่ารู้สึกตัว รู้ตัว ...คำว่าสติ...รู้ตรงไหนก็เป็นตัว กายก็เป็นตัว เวทนาก็เป็นตัว จิตก็เป็นตัว ธรรมก็เป็นตัว

เพราะนั้นสติ พอรู้ตรงไหนมันก็เป็นตัวทั้งนั้นน่ะ ...ขอให้ตรงนั้นน่ะเป็นปัจจุบัน ...คำว่ารู้ตัวคือรู้ปัจจุบัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่ารู้ตรงปัจจุบันนั้น...ในที่นี้ที่เดียว

ความจริงมีอยู่ที่นี้ที่เดียว แสดงความเป็นจริงของโลก แสดงความเป็นจริงอยู่โดยอมตะ...เกิดกี่ครั้งเขาก็ดับเท่านั้น  เขาไม่เคยโกหก เขาแสดงความเป็นจริงโดยสัจจะ...คือไตรลักษณ์

แต่คนเห็นน่ะมันเห็นไม่จริง  เห็นแบบลูบๆ คลำๆ  เห็นแบบบิดๆ เบือนๆ  เห็นแบบไม่ตรงลงไปตามธรรม ไม่ตรงต่อธรรม 

ถ้าตรงต่อธรรมที่ปรากฏน่ะ ความจริงก็อยู่ตรงธรรมนั้น...เกิดที่ไหนก็ดับตรงนั้นแหละ ...นั่นแหละตรงเข้าไปในธรรมที่ปรากฏ 

ไม่ต้องไปอ้อนวอนใคร ...ปัจจัตตังจำเพาะจิตก็คือปัญญานั่นแหละเกิดที่จิต  มันก็ปัจจัตตัง...จำเพาะใจดวงนั้น ที่รู้ที่เห็นนั้น

ซ้ำซากลงไป ...ทีเผลอเพลินยังซ้ำซากได้ ทำไมรู้มันจะซ้ำซากลงไปไม่ได้ ...รู้เห็นมันก็ซ้ำซากเหมือนกับที่เผลอเพลินได้ 

มันเคยซ้ำซากกับความเผลอเพลินเท่าไหร่ ก็ต้องรู้เห็นซ้ำซากขณะนั้นน่ะ เกิดกี่ครั้งดับเท่านั้นครั้งน่ะ ...จนทุกครั้งที่เกิดก็เห็นความดับทุกครั้งไป ซ้ำซากเช่นนั้น

พอเริ่มคิด พอเริ่มกังวล พอเริ่มท้อ...ก็ให้เห็นว่ามันเกิดอาการนั้น  พอมันเริ่มปรุงว่าทำไม่ได้ เชื่อไม่ได้ ไม่ถึง...ก็ให้เห็นว่ามันปรุงอีกแล้ว

เดี๋ยวความคิดความปรุงมันก็อยู่ได้แค่นั้นแหละ เดี๋ยวมันก็ดับ ...อย่าไปอ้อยสร้อยอ้อยอิ่ง เอ้อระเหยลอยชาย ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล  เดี๋ยวมันจะกู่ไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้นมัน

เลยกลายเป็นว่าปฏิบัติเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นสังขารซะที หนีไม่พ้นความคิด ...ก็จะไปหนีทำไม ก็แค่รู้ มันจะไปหนีอะไรใคร  อยากคิด คิดไปสิ...กูไม่สน

นั่นแหละเขาเรียกว่าเย้ยยุทธจักร ยิ้มเยาะมัน...เหอะ เท่านี้เหรอ มากกว่านี้มีอีกมั้ย แน่ะ ...เวลาเจอทุกข์ ...เฮอะ แค่นี้เอง นึกว่าจะมากกว่านี้ พิโธ่เอ๊ย ยังไม่ทันตายเลย นั่น

ไม่ใช่มาแค่ห้า...โอ๋ย ตายแล้วๆ ...ออกมาแค่เล็บมือ...“อู๋ย ทนไม่ไหวแล้ว รับไม่ได้แล้ว” ...คิดเอานะนั่นน่ะ คิดติดต่อซ้ำซากๆ พอดูแล้วเห็นแล้ว เบื่อแล้ว ทนไม่ได้แล้ว

เย้ยมัน “แค่นี้เองเหรอ โธ่เอ้ย มึงเกิดจนตายกูก็ดูจนตาย ดูซิใครจะแน่กว่า” ...เห็นมั้ย ใจให้มันเข้มแข็งลงไป อย่าไปอ่อนแอ เหมือนขี้ผึ้งกลางแสงแดด

โลเลๆ ...เจอความคิดนิดๆ หน่อยๆ ความเห็นนิดๆ หน่อยๆ ที่ปรุง ที่มันสร้างขึ้นมา  ก็ตายแค่ความคิด ตายแค่ความเห็นนั้นแล้ว ...ศีลสมาธิปัญญาตายหมด

เอาให้มันแน่ ศีลสมาธิปัญญา...ถ้ามันแน่แล้ว กิเลสความคิดปรุงแต่ง...ตายหมดน่ะ ไม่พ้นชั่วลัดนิ้วมือ


(ต่อแทร็ก 5/22)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น