วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 5/23



พระอาจารย์
5/23 (541111A)
11 พฤศจิกายน 2554


พระอาจารย์ –  ใจนี่สำคัญ...สำคัญที่สุดคือใจ ...ขันธ์เป็นเพียงแค่สิ่งปรุงแต่ง

ใจนี่มันมีก่อนขันธ์ ...ธรรมชาติของใจ หรือว่าภาวะของพุทธะ หรือพุทธภาวะนี่...เป็นธรรมชาติที่ไม่เกิดไม่ดับ  มันมีก่อนตั้งฟ้า ตั้งแผ่นดิน ตั้งจักรวาล

สังขารน่ะมันเกิดทีหลัง ขันธ์มันเกิดทีหลัง โลกมันเกิดทีหลัง ...แล้วมันก็จับต่อ ก่อตัว รวมตัวด้วยความปรุงแต่งนานัปการ ...ทำให้เกิดความลุ่มหลง ไม่รู้ในตัวของมันเอง

ก่อตัวเป็นตัวตนขึ้นมา เป็นตัวเราของเรา สัตว์มนุษย์ ทุกอย่าง ...มันอยู่ด้วยความหมายมั่น ยึดมั่น ในขันธ์  มันเลยมาหมายเอาว่าใจนี่เป็นเราไปด้วย

ใจมันแบ่งแยกไม่ได้ ภาวะใจนี่แบ่งแยกไม่ได้ ...จะมาเฉือน จะมาบล็อก จะมาครอบครองไม่ได้ ...แต่คราวนี้ว่าด้วยความไม่รู้...เวลาได้ขันธ์มา มีขันธ์ ...มันก็เลยบอกว่านี่ใจเรา 

จริงๆ แค่ขันธ์มันมาครอบไว้ ...เหมือนอากาศ แล้วเอาแก้วคว่ำไปในอากาศ เอากะลาคว่ำลงไป ...ขันธ์น่ะเหมือนกะลาที่คว่ำไปในอากาศน่ะ 

แล้วมันก็มีกบตัวหนึ่งอยู่ในกะลา ...กบตัวนั้นมันก็ดิ้นไปดิ้นมา แล้วก็พาเอากะลา กะโหลกกะลานี่ เดินไปเดินมา กระทบไปกระทบมา ...มันดิ้นอยู่ในนั้นน่ะ 

แล้วมันก็บอกว่า...ข้างในนี้ ขันธ์นี่ กะลานี่ เป็นของเรา  ช่องว่างในกะลานั่นก็เป็นใจเรา ...ไอ้ตัวเราก็คือตัวที่ดิ้นไปดิ้นมานั่นแหละ อยู่ในใจนั่นแหละ...เป็นเรา

เพราะนั้นกะลามันก็ต่างกันไป สองขาสองแขน สี่ขา มากขา มีปีก ...อะไรก็ตาม มันก็คือกะลาที่มาครอบใจไว้ ด้วยความไม่รู้  พอมันมาครอบได้ปุ๊บ มันก็บอกว่าใจเรา

แต่พอหงายออกมานี่ กะลาที่มันเปิดหงายขึ้นมา ...มันก็จะเห็นว่า มันก็อากาศอันเดียวกัน  มันแบ่งแยกไม่ได้ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ คงอยู่ เป็นอมตะ

ถ้าเปิดกะลาออก กบมันก็ไป  มันก็มีแต่ความว่าง...กับขันธ์ กับกะลา ...ใจก็เป็นแค่ภาวะที่ไม่มีประมาณ ไม่มีสัณฐาน ไม่มีสถานะ ไม่มีเพศ ไม่มีวรรณะ ไม่มีที่ตั้ง ...เป็นหนึ่ง เป็นอมตะธาตุ เป็นอมตะธรรม

แต่พอมีขันธ์มาปิดบัง มาครอบงำใจนี้ไว้ปั๊บนี่ มันก็มาแบ่ง...นี่เป็นคน นี่เป็นสัตว์ นี่เป็นชาย นี่เป็นหญิง นี่สวยนี่ไม่สวย นี่ขาวนี่ดำ นี่สูงนี่ต่ำ นี่ดีนี่ร้าย นี่ถูกนี่ผิด

เพราะนั้นไอ้สิ่งที่มันมาครอบใจดวงนี้ มันหาความแน่นอนไม่ได้หรอก  มันเป็นความปรุงแต่งทั้งหมด ...เป็นสังขารที่เนื่องด้วยความปรุงแต่ง

มันเกิดๆ ดับๆ แปรปรวนไปมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่คงที่...เรียกว่าไตรลักษณ์ ...ไม่มีชีวิต ไม่มีความมีชีวิตอยู่ในนั้น ...มันเป็นสิ่ง มันเป็นแค่สิ่ง...ที่ไม่มีความหมายในตัวของมันเอง

ถ้าเป็นของ หรือถ้าเป็นสัตว์ก็เป็นซากน่ะ ที่มันตายแล้ว ...ก็ปรุงกันไปแต่งกันมา ผสมปนเปกันไปแล้วก็สร้างขึ้นมาเป็นเหตุที่ปรากฏอย่างหนึ่งๆ ขณะหนึ่งๆ

แล้วเหตุนั้นก็แปรปรวนไปตามปัจจัยที่มากระทบ  มันก็เปลี่ยน มันก็เปลี่ยนไปอย่างนั้นน่ะ ...มันไม่มีความรู้สึกใดๆ ในตัวมันหรอก มันไม่มีชีวิตจิตใจในตัวของมันหรอก

มันก็เหมือนซากศพ มันก็เหมือนคนตาย มันก็เหมือนของที่เป็นธาตุ...เป็นธรรมธาตุ  ขันธ์ก็เป็นธาตุ ก็เป็นธรรมธาตุหนึ่ง ทั้งรูปทั้งนาม ...นั่นเรียกว่าเป็นธรรม

รูปธรรมนามธรรมที่ผันแปร ...มันปรากฏขึ้นมา เป็นเหตุใดขึ้นมา รูปบ้างนามบ้าง ...แล้วมีปัจจัยแวดล้อมที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง เหตุนั้นก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลง

มากขึ้นบ้าง น้อยลงบ้าง นานบ้าง สั้นบ้าง ยาวบ้าง ขณะหนึ่งบ้าง ...ก็แค่นั้น  มันไม่มีความเป็นตัวตน ไม่มีความเป็นสัตว์หรือความเป็นบุคคล

แต่มันสำคัญว่าไอ้กบในกะลานี่ มันไม่เห็น...มันไม่เห็นขันธ์ตามตรง มันไม่เห็นขันธ์ตามความเป็นจริง

มันเลยเข้าใจผิดว่าขันธ์นี่เป็นของเรา เป็นของมีชีวิต เป็นสิ่งที่เราสามารถบงการได้ สั่งได้  ทำให้เกิด-ทำให้ดับได้  ทำให้มากขึ้น-ทำให้น้อยลงได้ ...นี่ ความไม่รู้ภายใน

มันต้องอาศัยความพากเพียรในองค์มรรค มรรคทั้งแปดรวมกัน ก็คือศีลสมาธิปัญญา ...ให้ใจมันเห็น...เห็นขันธ์ที่มันครอบใจดวงนี้อยู่เสมอ ว่ามันเป็นสัตว์เป็นบุคคลมั้ย ว่ามันเป็นของใครมั้ย ...เนืองๆ

จนใจดวงนี้ ธรรมชาติของใจดวงนี้ ...มันคลายออกจากความเห็นของกบในกะลา มันเริ่มหมดกำลังไป เพราะมันเห็น...เห็นเพียงเป็นแค่กะลาครอบ ไม่มีชีวิต ไม่ใช่ของใคร

แตกต่างกันตามกรรมวิบาก...กะลาใหญ่ กะลาเล็ก กะลาน้อย กะลาสวย-ไม่สวย ...มันก็ไม่ค่อยไปแสวงหากะลา หรือเข้าไปยุ่งกับกะลา หรือไปเพิ่มไปลดกะลา ...เพราะมันเห็นว่าไม่มีสาระในกะลา

มันมีแต่ว่ายิ่งทำก็ยิ่งหลง ยิ่งทำก็ยิ่งพัวพัน ยิ่งทำก็ยิ่งอยากได้อยากมีอยากเป็น ยิ่งทำก็ยิ่งแข่ง ยิ่งทำก็ยิ่งเปรียบเทียบ ยิ่งทำก็ยิ่งขวนขวาย ...มันไม่จบ มันหาความจบไม่เจอ

แต่ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะของขันธ์ หรือว่าของกะลา หรือว่าของโลก ...ก็จะเข้าใจว่ามันมีอายุขัย มันมีความดับไปเป็นธรรมดา

แล้วมันจะเห็นอยู่สิ่งหนึ่ง...ที่มันมีความไม่ดับไปเป็นธรรมดา ยังคงอยู่เป็นสัจจะที่เป็นกลาง  ที่ไม่มีความอยาก ความหมายมั่น ในการแสวงหาใดๆ

นั่นแหละ ชีวิตอยู่ตรงนั้นน่ะ ...คือธาตุ เป็นธาตุของโลก เป็นธาตุในโลกที่เป็นไตรลักษณ์ ซึ่งมันจะเห็นความไม่จบสิ้นไป มีแต่ความเกิดๆ ดับๆ

แต่มันเห็นความจบสิ้น เห็นความเป็นหนึ่ง ความเป็นเหตุที่ไม่เกิดไม่ดับ และไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น ไม่มีทั้งสุข ไม่มีทั้งทุกข์ มีแต่ความเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่ไม่แปรเปลี่ยน ...นั่นน่ะคือธรรมชาติของใจ

เพราะนั้นว่าการภาวนาทั้งหมดนี่ เพื่อให้ใจดวงนี้มันเห็นกองขันธ์นี้ กองสังขารทั้งหมด ...เห็นถึงความไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิต เป็นแค่สิ่งหนึ่ง เป็นของชั่วคราว เป็นของเกิดดับตามวาระ

มันไม่มีชีวิตจิตใจใดๆ ไม่ว่าอะไร...ไม่ว่ารูป ไม่ว่านาม ...อะไรที่ปรากฏต่อหน้าใจ...ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ให้มันเห็น...มันมีชีวิตอยู่มั้ย

มันมีชีวิตในความคิดมั้ย มันมีชีวิตในความโกรธมั้ย มันมีชีวิตในอารมณ์มั้ย มันมีชีวิตในสุขในทุกข์มั้ย ...ให้มันเห็น จนกระทั่งมันดับไปเอง ...เห็นความว่าง ในขณะที่มันว่างวาบหายไปนั่นน่ะ

เหมือนกะลาที่เปิดออก ...มันไม่มีอะไร ที่มันจะไปลิงก์...ไปเชื่อมกับสภาวะใจที่ว่าง ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไร ...มีแต่สภาวะรู้เห็นในความว่างนั้นน่ะ ทุกขณะ

เมื่อมันเห็นจนเพียงพอ มันจะไปทำลายไอ้ตัวที่ดิ้นอยู่นั่นน่ะ ...ความหมายมั่นภายใน ความไม่รู้จักพอ หรือว่าตัวที่มันทะยานไปในข้างหน้าข้างหลังนั่นน่ะ ...มันหมด มันอ่อนกำลัง

มันก็จะกลับมาอยู่กับความพอดีในปัจจุบัน ...มันก็รู้สึกพอดีตรงนั้น ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น ไม่ช้าไม่เร็วไปกว่านั้น ไม่ดีไม่ร้ายไปกว่านั้น ...มันเท่านั้น เท่าที่มันอยู่ต่อหน้าใจดวงนี้

แล้วก็มีความพากเพียรที่จะอยู่กับสภาวะนั้น อัตตาตัวนั้น จนมันดับไปเองของมัน ...แล้วก็จะเห็นเวลามันดับ หรือมันแตก หรือมันสลาย หรือมันสูญไปนี่ ...มันไม่ได้ดีดดิ้นถึงความมีชีวิตตัวตนใดๆ ทั้งสิ้น

มันก็ดับไปเงียบๆ ดับไปแบบไร้ร่องรอย ดับไปแบบไร้ชีวิตจิตใจทุรนทุราย กระวนกระวาย...ไม่มีในการดับไปตรงนั้น

แต่ละครั้งที่มันเห็นความดับไปเอง ใจดวงนี้ที่มันเห็นความดับไป ความว่างไป หายไป สลายไป แตกไป สิ้นไป หมดไป ...มันจะเข้าไปทำลายความหมายมั่นภายในไป...แต่ละครั้ง แต่ละคราว

จิตใจมันจะโล่ง เบา คลาย จากความพุ่งทะยานไปในอดีต-อนาคต ความไม่รู้จักพอ ความไม่พอดี

เพราะนั้นการภาวนานี่มันไม่ได้อะไร ...มันได้แต่ความรู้เห็นตามความเป็นจริงแค่นั้นแหละ...ของขันธ์กับใจ ...และมันก็จะเห็นเองว่าสภาวะใจนี่มันมีอยู่ตลอด จะว่าหายไปไหนยังไง

มันมีมาก่อนเราเกิด มันมีก่อนโลกตั้งขึ้นมาอีก พุทธภาวะนี่ หรือว่าธรรมชาติแห่งพุทธะ หรือว่าพุทธจิต หรือว่าพุทธะพุทโธนี่ ...มันเพียงแต่ถูกปิดบังโดยขันธ์ โดยความไม่รู้เท่านั้น

อาศัยการเจริญสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้...รู้กายเห็นกาย รู้ใจเห็นใจ อยู่เนืองๆ ...มันก็จะสำเหนียกซึมซาบได้ด้วยตัวมันเอง ว่าใจมันไม่เคยตาย ใจมันไม่เคยหาย

ฆ่าไม่ได้ ฟันไม่ได้ ปิดบังไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ...มันมีมาเป็นอยู่ของมันเอง เป็นธรรมชาติที่เหนือจากสภาวะของโลก ของขันธ์

มีอยู่ในขันธ์นั่นแหละ มีอยู่ในโลกนั่นแหละ ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอก มันมีอยู่แล้ว ...แต่ที่มันไม่เห็นเพราะมันไม่มีสติ เพราะมันไม่รู้

นั่ง..รู้ ยืน..รู้ คิด..รู้ โกรธ..รู้ ดีใจ..รู้ เสียใจ..รู้  เนี่ย สติ...รู้ ระลึกขึ้นแต่ละครั้งน่ะ ภาวะใจนั้นก็ปรากฏแล้ว ภาวะโมหะนั้นก็ดับ ...ความสว่างความแจ้งก็เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น

อาศัยความแจ้งขณะหนึ่ง ความรู้ขณะหนึ่งนั้นน่ะ ให้มันมาเห็นขันธ์ตรงๆ  ไม่อ้อมค้อม ไม่ต้องคิด ไม่ต้องหาเหตุหาผล ...ดูมันเกิดอยู่ ดูมันตั้งอยู่ ดูมันดับไป 

ให้มันเห็น ให้ใจรู้ดวงนี้มันเห็น ...เพราะเรายังเปิดกะลาไม่ได้  เพราะในใจรู้ดวงนั้นน่ะ มันยังมีกบแอบแฝงอยู่ มันยังมีความไม่รู้แอบแฝงอยู่

ถ้าไม่ระลึกรู้ ถ้าไม่มีสติปุ๊บ ...มันก็พร้อมเสมอที่จะหลงเข้าไปเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกับกะลา เป็นเหมือนหนังเป็นเหมือนเนื้อของใจ ...แยกไม่ออก 

แล้วไม่ยอมแยก ไม่อยากแยก ...พอใจด้วยซ้ำ...ในบางครั้งบางอารมณ์ มันเสียดายด้วยถ้าจะแยก ...ความไม่รู้นี่ มันจะพาให้เกิดความเข้าไปมัวเมา

เมื่อมัวเมาปุ๊บ มันก็จะพาให้ขันธ์นี้ดีดดิ้นไปตามอำนาจของตัณหา ...พูดบ้าง ทำบ้าง คิดบ้าง...โดยคิดว่ามันสามารถบงการขันธ์ได้ด้วยการพูด การทำ การคิด

มันก็เข้าไปมีเจตนา จงใจ มุ่งมั่น ที่จะทำหรือสั่งให้ขันธ์นี่กระทำ ...มันก็ยิ่งเกิดภาวะตามมา...คือความเป็นอัตตาตัวตนยิ่งสูง ยิ่งแรง ยิ่งเข้มข้น ยิ่งมีมานะ ยิ่งมีทิฏฐิ ยิ่งจมลงไปในขันธ์มากขึ้น

มันเลยยิ่งถอนไม่ออก ถอนใจไม่ออก ...ถอนได้แป๊บๆ หนึ่งก็เสียดาย ...ถอนออกมาได้แป๊บๆ หนึ่งก็กระโจนเข้าไป โมหะตัวแรกปิดบังใจ แล้วก็ลืมเนื้อลืมตัวเผลอเพลินไปในขันธ์ 

ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ...ไม่เจตนามันก็เข้าไป เจตนามันก็เข้าไป ...ไม่เจตนามันก็เป็นอนุสัย เป็นสันดาน กลมกลืนกันโดยอัตโนมัติ ...มันเหมือนเป็นอัตโนมัติ

จนกว่าจะแย้มฝากะลาออกให้เห็นโลกกว้าง ...ซึ่งในกะลาแต่ละกะลา หกเจ็ดพันล้านกะลานี่คือสัตว์มนุษย์ และอีกไม่สามารถประมาณได้ที่ไม่ใช่สัตว์มนุษย์ ...พอมันเปิดออกมา มันเหมือนกันหมดน่ะ 

มันต่างกันแค่กะลา ...พอเปิดมามันก็มีแค่ความว่าง ความไม่มีอะไร ถึงบอกว่าใจมันแบ่งไม่ได้ ...ใครบังอาจไปแบ่งใจว่าเป็นเราเป็นเขา ก็มีแต่กิเลสเท่านั้นที่บังอาจ ความไม่รู้เท่านั้นที่บังอาจ

ไม่ได้ตีตัวตีเสมอนะ ...ใจเรากับใจพระพุทธเจ้า...ใจเดียวกัน  ใจสัตว์โลกกับใจพระพุทธเจ้า...ใจเดียวกัน  ...ไม่มีใจใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใจใครต่ำกว่าใคร

ใจดวงเดียว ใจหนึ่งจิตหนึ่งน่ะ...ไม่มีสอง ...ไอ้สองนั่นน่ะไม่ใช่ใจ  ไอ้สองนั่นน่ะจิต ไอ้สองนั่นน่ะสังขาร ออกนอกใจไปแล้ว ...ถ้าออกนอกใจน่ะมันสามสี่ห้า ไม่จบไม่สิ้น

พอกลับมาระลึกขึ้นมา...รู้เห็นน่ะ มันจึงใจเดียวใจหนึ่งน่ะ มีรู้อย่างเดียวน่ะ ...ไม่มีรู้มากไม่มีรู้น้อย ไม่มีรู้สวยงาม ไม่มีรู้ไม่สวยงาม ไม่มีรู้ดีไม่มีรู้ชั่ว ...มันมีแต่รู้อันเดียว...นั่นน่ะหนึ่ง

อาศัยจิตหนึ่ง...ยึดไว้ ...ไม่ยึดก็ต้องยึด เจริญไว้ ...เหมือนขึ้นบันได บันไดมีกี่ขั้น..ไม่รู้ ...แต่พอถึงขั้นสุดท้ายแล้วน่ะ มันไม่มีบันได ...ก็มันถึงที่สุดแล้ว มันไม่มีบันได มันไม่รู้จะไปไหนแล้ว

แต่ต้องอาศัยบันได แต่ละขั้นๆ  คือใจหนึ่งนี่แหละ ใจผู้รู้ จิตผู้รู้นี่ ...เพราะว่าใจหนึ่งนี่...มันคือใจหนึ่งในกะลา มันยังเป็นใจหลงอยู่ข้างใน

ก็ต้องอาศัยใจหนึ่งที่ยังมีใจหลงอยู่คือความไม่รู้นี่ เป็นบันได ...เดินไป..ละไป  เดินไป..รู้ไป..ละไป  รู้ไป..เห็นไป...ละไปๆ ...แล้วก็กลับมาที่ใจหนึ่งอยู่วันยังค่ำ

ไอ้ใจหนึ่งนี่มันยังไม่ใช่บริสุทธิ์ที่แท้จริง ...แต่ทิ้งไม่ได้  จะไปหาอันนั้นที่นอกเหนือจากใจหนึ่งนี่ไม่ได้ ไม่ใช่ ไม่ถูก ไม่ใช่มรรค แต่เป็นมั่ว ...ถ้าออกนอกหนึ่งแล้วมั่ว

อันนั้นมั้ย อันนี้มั้ย อันนี้ดีกว่ามั้ย อันนั้นดีกว่ามั้ย...ให้รู้ไว้เลยว่ามั่วแล้ว ...รู้ซะเห็นซะ ต่อหน้ามันน่ะ เห็นกิเลสต่อหน้ามันน่ะ เห็นความปรุงต่อหน้ามันน่ะ ต่อหน้าใจรู้นั่นแหละ

คือหักกันหน้าด้านๆ ตรงนั้นแหละ ละกันหน้าด้านๆ ตรงนั้นน่ะ  กระโดดกลับมาอยู่ที่รู้อันเดียว เห็นสิ่งเดียว ...นั่นแหละ กลับมายืนอยู่ในหลักจิตหนึ่งธรรมหนึ่ง...เป็นบันได

สุดขั้นบันไดเมื่อไหร่ก็จบน่ะ ว่าง ...ไอ้ว่างนั่นน่ะเป็นอนันตา มหาสุญญตา ...นั่นก็หนึ่งเหมือนกัน แต่หนึ่งในแง่อนันตมหาสุญญตา

คือเปิดกะลาแล้ว เหมือนท้องฟ้า เหมือนอวกาศ ...อันนั้นน่ะหนึ่งแท้ๆ ...ไม่ใช่หนึ่งเทียมๆ อยู่ในกะลา เป็นช่องว่างในกะลาที่มีกบกระโดดดุ๊กดิ๊กๆ อยู่

พระพุทธเจ้าบอก ปัญญานี่เหมือนเปิดของคว่ำให้หงายขึ้น ...ไอ้นี่ไม่ยอมหงาย กูจะพลิกคว่ำอย่างเดียว ...พลิกไม่พอ กูจะไปหาเรื่องอีก เอากะลามาชนกัน  มันก็มีเสียงก๊อกแก๊กๆ ดีบ้าง ถูกบ้าง ผิดบ้าง

แล้วก็แอบไปเหลียวมองกะลาคนอื่น เหลียวมองหน้าตาตัวเองในกระจก แล้วก็บอกว่าหน้าตากูดีกว่า หน้าตากูไม่ขาว หน้าตากูมีสิวมีฝ้ามีไฝไหม

แล้วก็ไปเปรียบเทียบกับหน้าตาคนอื่น...เอ๊ หน้าตาคนอื่นเขาดีกว่า ใจเขาดีกว่านะ ...เอาแล้ว มันหลงกะลา หลงดิน ง่วนดิน สะเก็ดดิน หลงไฟ หลงอากาศ หลงลม ...ซ้ำซากๆ อยู่นั่น

จนจิตมันตั้งมั่น ใจมันตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียว คือใจรู้...ใจรู้ใจเห็น ...มันก็ไม่ไปลากสังขารไปทำนู่นทำนี่ หรือให้สังขารมันลากไปทำนั่นทำนี่ ถ้ามันเข้าใจแล้วนี่

พอมันเห็นกะลาตามความเป็นจริงแล้ว มันจะมองทะลุกะลา ...เห็นกะลาเป็นแค่กองสังขาร เป็นกลุ่มของการรวมตัวกันของสังขารขันธ์ ไม่มีความหมายใดๆ ที่ผูกพันใจเลย

มองสอดแทรกช่องว่างระหว่างขันธ์...มีใจครองมันก็กะลา ...ไอ้นี่ก็กะลาไม่มีใจครอง มันก็ครอบอยู่ๆ มันคับอยู่ครอบอยู่ ...มันครอบอะไรอยู่ล่ะ ...ครอบความไม่มีอะไร

แต่ถ้าเป็นสัตว์น่ะ ...มันครอบแล้วมันมีกบดิ้นอยู่ คือจิตสังขาร จิตวิญญาณ คือความเป็นตัวตน ความเป็นเรา ความเป็นจิตเรา ตัวเรา ของเรา 

แต่ถ้าไปครอบในความไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล มันจะครอบอะไร  เดี๋ยวมันก็หายไป งั้นๆ ...มันตั้งอยู่บนความว่าง สภาวะใจที่ไม่มีขอบเขตนั่นแหละ


(ต่อแทร็ก 5/24)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น